โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น

ข้อมูลทั่วไป ทุนการศึกษา หลักสูตร กิจกรรมนอกหลักสูตร อาคารสถานที่ ที่พักและชีวิตความเป็นอยู่ แนะนำนักเรียน สถานที่ตั้ง

แนะนำนักเรียน

นักเรียนไทย

ชื่อ-นามสกุล นพ.สุรศักดิ์ สังขทัต ณ อยุธยา
เข้าเรียนเมื่อ เดือนมกราคม - มีนาคม 2546
หลักสูตรที่เรียน ระยะสั้น 3 เดือน
ปัจจุบัน นักศึกษาปริญญาเอก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโอซาก้า

คุณหมอสุรศักดิ์ ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยสงคลานครินทร์ เพื่อมาศึกษาต่อระดับปริญญาเอก สาขากุมารศัลยศาตร์ ที่คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยโอซาก้าเป็นระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่เดือนเมษายน 2546

ก่อนที่จะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย คุณหมอจึงสมัครเข้าเรียนภาษาญี่ปุ่นระยะสั้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมทางด้านภาษาและการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นที่ Kansai International School


อยากให้คุณหมอเล่าให้ฟังตั้งแต่มาถึงญี่ปุ่น ตอนแรกเลยเป็นยังไงบ้างคะ
 

" พอดีผมมาญี่ปุ่นก่อนที่จะเข้าเรียนประมาณอาทิตย์นึง ความรู้สึกแรกที่มาถึงสนามบินเลยคือ ที่นี่หนาว ผมไม่เคยมาญี่ปุ่นมาก่อน ความรู้ภาษาญี่ปุ่นของผมค่อนข้างน้อย ผมอ่านคันจิไม่ได้เลย ค่อนข้างจะลำบากเหมือนกันฮะในอาทิตย์แรก พอดีผมได้ห้องที่อยู่กัน 2 คน คนที่มาอยู่ก่อนนี่เค้าเป็นชาวอังกฤษ ผมพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง เค้าก็แนะนำวิธีการใช้สถานีรถไฟ วิธีการซื้อของ ร้านที่ขายของถูกๆให้ ก็พออยู่ได้ในวันแรกๆ พอเริ่มเรียนแล้วอาจารย์ที่นี่ก็จะบอกให้ว่าห้องสมุดอยู่ที่ไหน แล้วมีบริการอะไรที่เป็นบริการสาธารณะได้บ้าง ชีวิตก็เริ่มมีความสุขขึ้น

เรื่องของอาหารเนี่ย ส่วนใหญ่แล้วจะกินตามร้านอาหาร ก็จะเป็นพวกราเมงบ้าง เป็นข้าวคล้ายๆ ข้าวราดแกง เรียกชื่อว่าอะไรเรียกไม่ถูก ส่วนใหญ่แล้วเค้าจะเขียนเป็นตัวคันจิ แต่ว่าที่นี่เนี่ยจะเหมือนกันอยู่อย่างตรงที่เค้าจะมีรูปให้ไปถึงก็ชี้ว่าจะเอาอะไร ต้องการแบบไหน ก็อันนั้นจะค่อนข้างง่าย ทำอาหารกินเองบ้างเพื่อที่จะประหยัด หอพักที่โรงเรียนจัดให้ก็จะมีครัวเล็ก ๆ และมีเตาให้ ก็จะสะดวกดี ทำอะไรง่ายๆ พวกผัดพวกทอดพวกต้มง่ายๆ ที่นี่มีร้านขายของไทยเป็นร้านเล็กๆ อยู่ห่างประมาณ 2 สถานีจากโรงเรียน ซื้อกับข้าวเล็กๆ น้อยๆ มาทำเองก็ได้ แต่ก็คงไม่เหมือนอาหารไทยซะทีเดียว "


การเรียนการสอนของที่โรงเรียน Kansai นี้เป็นยังไงบ้าง
  " เรื่องเนี่ยผมว่าโอเค เค้าสอนไม่ต่างจากที่เมืองไทยมากตรงที่ว่าเค้าสอนภาษาสุภาพ ภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ในห้องเรียนมันก็จะต่างกับที่เราไปเดินข้างนอก หรือดูในทีวี ฟังวิทยุ แต่ว่ามันสามารถที่จะปรับใช้กันได้ ภาษาที่เค้าใช้ในการสอนกับสื่อการสอนเนี่ย เค้าจะใช้ภาษาญี่ปุ่นหมดเลย ที่นี่อาจารย์เค้าผลัดกันมาสอนหลายคนครับ เค้ามีเทคนิคที่ดีในการสอนที่ทำให้เข้าใจได้โดยไม่ต้องใช้ภาษาอื่น พอดี นักเรียนเนี่ยจะมีเคล้ากันไป อย่างclass ผมเนี่ยจะมีคนฝรั่งเศส คนเกาหลี เพราะฉะนั้นเนี่ยเค้าจะใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งสื่อไม่ได้ ใช้ภาษาอังกฤษคนเกาหลีก็จะฟังไม่รู้เรื่อง ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นปนกับภาษาใบ้ให้เข้าใจได้ ก็เข้าใจได้ดี"

ผ่านมา 3 เดือน คิดว่าสิ่งที่เรียนไป ได้อะไรมากน้อยแค่ไหนคะ
  " ก็ได้เยอะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกโครงสร้างของภาษา แล้วก็ได้สัมผัสวัฒนธรรมของเค้า แต่ว่าผมเรียนระยะสั้นอ่ะนะครับ ก็คงไม่ได้มากเหมือนกับมาเรียนเป็นปี ผมว่าถ้าจะเรียนให้พูดได้จริง หมายถึงสื่อสารได้ ควรจะเรียน 6 เดือนขึ้นไป ถ้าจะสื่อสารได้จริงจังก็คงจะเป็นปีขึ้นไป ถ้าจะมาเรียนภาษาญี่ปุ่นในระยะสั้น ผมคิดว่าน่าจะมีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นมาบ้าง จะสะดวกขึ้น เข้าใจได้ง่ายขึ้น

แต่ถ้าคิดจะมาเรียนแค่ระยะสั้น แล้วไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลย แล้วต้องมาเริ่มใหม่ทั้งหมด ผมว่าอาจจะต้องคิดดีดีว่าคุ้มมั๊ย เพราะค่าครองชีพแพงกว่าที่บ้านเรา 3-5 เท่า ชั้นต้นเรียนที่บ้านเราก็เรียนได้ "

แล้วอย่างนี้คุณหมอจะมีปัญหาในเรื่องภาษาสำหรับที่จะไปเรียนต่อหรือเปล่าคะ
  " พอดีที่ผมจะไปเรียนเนี่ย เค้าไม่มี course work ไม่มี lecture เพราะฉะนั้น ผมไม่ห่วงเรื่องภาษาเท่าไหร่ การเรียนทั้งหมดมันเป็นการทำงานวิจัย แล้วก็ใช้ภาษาอังกฤษได้ ผมเลยไม่กังวลเรื่องภาษาที่จะไปเรียนต่อ "

ถามถึงเรื่องที่พักบ้างนะคะ ที่พักอยู่ไกลไหมคะ แล้วเดินทางมาโรงเรียนยังไง
  " ที่พักไม่ไกลครับ ประมาณ 2 สถานี ตอนช่วงแรกเนี่ยผมใช้รถไฟ แต่ว่ามันแพงมาก ค่ารถไฟไปกลับประมาณ 400 เยน ร้อยกว่าบาท ระยะหลังก็ใช้จักรยาน เพราะคิดว่าจะได้ใช้ในระยะยาวด้วย ค่ารถไฟไปกลับ 400เยน ผมซื้อจักรยานประมาณ 10,000เยน ไม่ถึงเดือนก็คุ้มแล้ว แต่ว่าอาจจะหนาวหน่อยเวลาขี่ แต่ถ้าระยะยาวก็ได้ออกกำลังกายไปด้วย ผมว่าโอเค อย่างไปช็อปปิ้ง ไปห้องสมุด "

ได้เจอคนไทยหรือมีเพื่อนคนไทยบ้างไหมคะ
  " ที่มหาวิทยาลัยโอซาก้านี่มีคนไทยอยู่เยอะพอสมควร ผมไม่ได้เจอเยอะมาก แต่ว่าเพื่อนที่เจอเค้าบอกว่ามีเกือบ 100 คน แต่ว่าส่วนใหญ่เค้าจะอยู่ในคณะวิศวะ มันมี 2 campus อ่ะนะครับ สายศิลป์กับสายวิทย์จะอยู่คนละที่กัน ถ้ารวมๆกันแล้วก็เยอะ คนไทยเราก็รวมตัวกันได้ ผมมาอยู่นี่เค้าก็ชวนกันไปดูหนัง ไปเล่นสกี ช่วยคลายเหงาได้บ้าง ส่วนใหญ่คนไทยเราก็จะแนะนำกันว่าทำอะไรยังไง "

แล้วคุณหมอไปเจอเพื่อน ๆ คนไทยได้ยังไงคะ
  " ผมไปเจอเพราะว่าผมไปที่มหาวิทยาลัย ผมโชคดีตรงที่ว่าผมได้เรียนตรงที่ใกล้กับมหาวิทยาลัย แล้วอาจารย์ก็ชวนไปว่า งั้นเข้าไปดูกัน ตอนบ่ายผมว่าง ผมก็มีโอกาสเข้าไปแนะนำตัวไปทำความรู้จักกับคนที่ร่วมงานด้วยกัน แล้วเค้าก็จะแนะนำว่าคนไทยอยู่ที่ไหนบ้าง แล้วคนที่รู้จักเค้าก็จะแนะนำกันต่อๆ กันไปก็จะรู้จักมากขึ้น เพราะงั้น ถ้ามาที่โอซาก้าเนี่ยถ้าได้ติดต่อกับคนไทยก็จะทำให้สะดวกมากขึ้นครับ"

อยู่ญี่ปุ่นมาถึงตอนนี้ก็เกือบจะสามเดือนแล้ว รู้สึกชอบไม่ชอบอะไรตรงไหนบ้างคะ
  " ปัญหาอย่างนึงก็คือเรื่องของอากาศ ตอนที่ผมมาถึงนี่ก็ประมาณต่ำกว่า 5 องศาตลอด ลำบากพอๆ กับค่าครองชีพอ่ะนะครับ แล้วก็วัฒนธรรมที่ต่างๆ กันไป ต้องเตรียมตัวมาให้ดีๆ ก็ไม่ชอบความหนาว ไม่ชอบค่าครองชีพ ส่วนที่ชอบก็คือชอบวัฒนธรรม เค้ามีระเบียบวินัยมาก คนเค้ามีระเบียบวินัยแล้วก็บ้านเมืองเค้าสะอาดสวยงามแล้วก็ทันสมัย ถ้ารู้ภาษามากกว่านี้ก็คงจะอยู่สะดวกและมีความสุขกว่า"


สัมภาษณ์ : วันที่ 12 มีนาคม 2546




ติดต่อสอบถามหรือสมัครเรียนได้ที่

สำนักงานในประเทศไทย
ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นเจเอ็ดดูเคชั่น

กรุงเทพฯ

287 อาคารลิเบอร์ตี้สแควร์ (ข้างซอยคอนแวนต์) ชั้น 23 ห้อง 2301 ถ.สีลม บางรัก กรุงเทพฯ 10500
โทรศัพท์
โทรสาร

0-2267-7726 ต่อ 101-103
0-2631-2040
email address contact@jeducation.com
*** สมัครเรียนกับสำนักงานในประเทศไทย ไม่ต้องเสียค่าดำเนินการใด ๆ ***



Copyright 2001-2002 Lighthouse Info Service Co, Ltd. All rights reserved.