![]() |
![]() |
ชื่อ : ชาคริต ถนอมพันธุ์ (เจส) อายุ : 21 ปี |
|
|
กำลังศึกษาทางด้านคอมพิวเตอร์
ที่ Osaka Information and Computer Science College จังหวัดโอซาก้า |
||
|
Homepage
: OhaYOThailand
|
| อยากให้เล่าที่มาของการไปเรียนต่อญี่ปุ่นค่ะ ทำไมถึงไปเรียนที่ญี่ปุ่น ก่อนหน้าที่จะไปญี่ปุ่นเรียนอะไรมาคะ | |
| " คือในตอนแรกก็ไม่กะจะไปเรียนที่ญี่ปุ่นหรอกครับ พอดีคุณแม่ของผมได้มา เปิดร้านอาหารที่ญี่ปุ่นอยู่ก่อนแล้วล่ะครับ คุณแม่เค้าต้องการให้ผมขึ้นมาอยู่ เป็นเพื่อนแม่ จึงได้มีโอกาสเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น ก่อนหน้าที่ผมจะมาเรียนที่ญี่ปุ่น ผมจบจาก BBC (Bangkok Business College) "กรุงเทพการบัญชีวิทยาลัย" สาขา การขาย [หวังว่าคงจะได้นำวิชาความรู้ที่เรียนมาบริหารร้านอาหารได้ บ้างนะ (หัวเราะ)] " |
| เมื่อตัดสินใจว่าจะไปเรียนที่ญี่ปุ่นแล้ว เริ่มแรกเลยเจสทำยังไงต่อไปคะ หาโรงเรียนและติดต่อโรงเรียนอย่างไร | |
| " ในตอนแรกที่ได้รู้ว่าจะได้ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นนั้น ก็ไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นเท่าไร หรอกครับ เพราะกระผม ไปเที่ยวญี่ปุ่นบ่อยครั้ง ตั้งแต่ อายุ 10 ขวบนะครับ ปีล่ะครั้งสองครั้งเห็นจะได้ ส่วนมากเพื่อนๆบางคน จะรู้สึกตื่นเต้นหากรู้ว่าจะ ได้เรียนต่อที่ญี่ปุ่น สิ่งแรกที่จะเป็นหวงมากที่สุดก็คือ "เรื่องภาษา" แต่สำหรับ ผมนั้นไม่ได้เรียนมาเลยสักนิด ได้แค่ คำทักทายเท่านั้นเองครับ สำหรับเรื่อง โรงเรียนนั้น คุณแม่ได้ตระเตรียมไว้ให้อยู่ก่อนแล้วนะครับ เป็นโรงเรียนสอน ภาษาญี่ปุ่น อยู่ในเขตคันไซ ครับ " |
| ไม่ทราบว่าเจสมีพื้นฐานภาษาญี่ปุ่นมาก่อนหรือเปล่าคะ แล้วในตอนแรกที่เข้าเรียนภาษาญี่ปุ่นในโรงเรียนที่ญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้าง | |
| " ก่อนไปเรียนที่ญี่ปุ่นนั้น ผมไม่ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นมาเลยครับ ทุกอย่างไปเริ่มต้น ที่โน้นครับ แรกๆ ที่ได้เริ่มเรียน จะรู้สึกได้ว่ายากมาก แต่นั้นมันก็แน่นอนล่ะครับ เพราะไม่ใช่ภาษาของเรา พูดง่ายๆว่า ต้องเริ่มนับ 0 ใหม่นะครับ และก็จะยิ่งยาก ขึ้น ยากขึ้น ตามจำนวนเลขที่มากขึ้นครับ ยิ่งตัวเลขมาก ก็ยิ่งมีเรื่องให้จับมากขึ้น ไปครับ " |
| ในโรงเรียนสอนภาษา ส่วนใหญ่จะมีคนจีนที่เป็นที่รู้กันว่าขยันมาก และเค้าก็ได้เปรียบในส่วนของตัวคันจิอยู่แล้ว ทำให้เจสกังวลบ้างไหมคะ แล้ววิธีการในการพัฒนาภาษาญี่ปุ่นของตัวเองอย่างไรบ้างคะ ต้องขยันมากขนาดไหน | |
| " ครับ ในส่วนตัวแล้วผมเป็นคนมองโลกกว้างและถนัดกับการเข้าสังคมคนส่วนมาก ยิ่งเป็นคนที่เก่งแล้วล่ะก็ จะยิ่งดีสำหรับตัวเรา หากได้เค้ามาเป็นเพื่อนด้วยแล้ว ใช่แล้วครับคนจีน เป็นคนขยัน และก็ฉลาด แรกๆ ก็รำคาญเหมือนกันครับ เพราะพวกเค้าใช้แต่ภาษาจีนในการสื่อสารแทนภาษาญี่ปุ่น แต่ถ้าเราจะมองโลก ในแง่ดีแล้วล่ะก็ ทำไมเราไม่พยายามเรียนรู้ภาษาอีกสักภาษานึงดู ลองพูด ลองเรียนดู หากเราไม่รู้คำไหน ก็ไปถามคนอื่นดู แล้วเราก็จะได้เพื่อนเพิ่มขึ้นมา อีกคนนึงครับ (ผมมีเพื่อนคนจีนและไต้หวันในขณะนี้ก็เกือบ30-40 คนแล้วครับ) สำหรับตัวคันจิ และหลักการจำนั้น ค่อนข้างยากครับ สำหรับคนไทย และประเทศ ที่ไม่ได้ใช้ตัวอักษรจีน ย่อมลำบากเป็นธรรมดาครับ แต่เราอย่าท้อไปครับ หาก เป็นคนความจำไม่ค่อยดี ขี้หลงขี้ลืมแล้ว อย่างน้อยจำให้ได้ วันล่ะ 1 ตัว ก็ยังดีครับ เมื่อผ่านไป 1 ปี เราก็จะจำได้ ถึง 365 ตัวแน่ะ สำหรับเทคนิคในการจำของผมนั้น ก็ไม่มีอะไรพิเศษนัก และก็ไม่ใช่ว่าจะนั่งคัดตัวคันจิ ทุกวัน เพื่อจะจำให้ได้ทั้งหมด ผมอาศัยการดูตัวคันจิตามป้ายโฆษณา เรียกได้ว่า ไปเที่ยวที่ไหน จะลืมไม่ได้ที่จะ มองหาตัวคันจิสักตัว ตามป้ายต่างๆ และก็นำมาผสมกันที่ละตัว เพื่อจะได้ความหมายของมัน ก็แค่นี้ล่ะครับ " |
| ตอนนี้กำลังเรียนอะไรอยู่คะ ต้องเรียนนานเท่าไหร่คะจึงจะจบหลักสูตร | |
| " ตอนนี้ผมกำลังศึกษาอยู่ที่ OiC (Osaka Information and Computer Science College) เป็นโรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์อย่างเดียวเลยครับ สำหรับเพื่อนที่สนใจเข้าเยี่ยมชมโฮมเพจได้ที่ http://www.oic.ac.jp สำหรับหลักสูตรที่ผมเรียนอยู่คือ Network system ใช้เวลา 2 ปีถึงจะจบครับ " |
| การเรียนในโรงเรียนคอมพิวเตอร์ตอนนี้ คิดว่าวิธีการเรียนการสอนแตกต่างจากในเมืองไทยอย่างไรบ้างคะ | |
| " สิ่งแรกที่ไม่เหมือนก็คือ เรื่องภาษานะครับ บอกได้เลยว่ายากครับ และวิชาที่เรียนแต่ล่ะวิชานั้นค่อนข้างละเอียดมากและเข้าถึงระบบ คอมพิวเตอร์จริงๆเลยครับ คันจิ เยอะครับ และศัพท์คอมก็ค่อนข้างเยอะ แต่ส่วนที่ผมไม่ค่อยชอบก็คือ ศัพท์ที่ควรจะใช้ ภาษาอังกฤษ เขียนได้นั้น กับไม่เขียน เค้าใช้ ภาษาคาตะคะนะ แทนครับ ซึ่งนั้นก็ต้องเพิ่มภาระให้กับ สมองอีกแล้วนะครับ ขาดเรียนไม่ได้ครับ เพราะสอนเร็วมากๆเลยล่ะ จะบอกให้ " |
| ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบ ตั้งแต่อยู่ญี่ปุ่นมา มีปัญหาอะไรที่รู้สึกว่าเป็นปัญหาที่หนักใจบ้าง | |
| " อืม.. ปัญหาส่วนใหญ่หรือครับ ? ที่ผมพบเจอส่วนมากก็น่าจะเป็นเรื่อง ภาษาและบทสนทนา ทั่วไปในตอนที่คุยกับเพื่อนๆญี่ปุ่นนะครับ เช่น คำพูดล้อเล่นต่างๆ ซึ่งถ้าหากพูดกับเพื่อนๆ คนไทยก็จะขำกัน แต่เมื่อใช้กับคนญี่ปุ่นแล้วเค้าจะงงๆครับ " |
| ทราบมาว่าต้องทำงานพิเศษด้วย ทำอะไรมาแล้วบ้าง และเงินที่ได้เอาไปทำอะไรคะ | |
| " ครับ สำหรับการทำงานพิเศษ หรือที่เรียกว่า อะรุไบโตะ งานที่ผมได้ เคยทำนั้น ก็เป็นร้านอาหารของผมเอง โดยทำหน้าที่ทุกอย่าง ทั้ง เสริฟ ล้างจาน ถูพื้น และก็ ช่วยในครัว ส่วนเงินเดือนโดยทั่วไปแล้ว ก็ประมาณ 5 หมื่น เยน เป็นเงินไทย ก็ประมาณ 15,000-20,000 บาท เห็นจะได้นะครับ สำหรับเงินที่ได้รับส่วนมากก็จะจำกัดไว้ก่อนว่าเดือน นี้จะใช้เท่าไร และต้องเก็บเข้าธนาคารเท่าไร เพราะหากเราไม่ทำอย่างนี้ แล้วหากมีเรื่องฉุกเฉินอะไรเกิดขึ้นมาแล้วจะลำบากนะครับ กันไว้ดีกว่าแก้ " |
| มีความรู้สึกประทับใจอะไรในญี่ปุ่นบ้าง | |
| " ก้าวแรกที่ได้มาเหยียบที่ญี่ปุ่นนั้นก็รู้สึกประทับใจในเรื่องเทคโนโลยี การสื่อสารต่างๆ และก็ความฉลาดเฉลียว ของคนญี่ปุ่น ถัดมาก็คงจะ เป็นเรื่องการไม่ผิดนัด ตรงต่อเวลา เพราะที่ญี่ปุ่นนั้นรถราไม่ค่อยติด จึงไม่สามารถอ้างได้ว่า "มาช้าเพราะรถติด" เหมือนที่คนไทยใช้ติด ปากกันอยู่ไงครับ " |
| อยากให้พูดถึงเว็บ Ohayothailand สักเล็กน้อยค่ะ เอาเวลาที่ไหนมาทำคะ ทั้งเรียนทั้งทำงานพิเศษด้วย | |
| " สำหรับเว็บไซด์ OhaYOThailand ที่ผมจัดทำขึ้นมานั้น ก็เริ่มทำมา จากวันที่ 7 / 7 / 2000 มาถึงวันนี้ก็ครบ 1 ขวบเห็นจะได้แล้วกระมั่ง สำหรับแรงดลใจที่ผมต้องการสร้างก็คืออยากให้เพื่อนๆคนไทยที่ ต้องการทราบรายละเอียดคร่าวๆ ตลอดจนมารยาทสังคม ภาษา และ อื่นๆ อีกมาก เพื่อให้มีการตระเตรียมตัวให้ดี ดีกว่าจะมาเริ่มนับ 0 ใหม่ นับได้สัก 1 ก็ยังดีครับ ส่วนเวลาที่ทำโฮมเพจนั้นก็ไม่ค่อยมีหรอกครับ ส่วนมากจะเอาเวลานอนมาทำซ่ะส่วนใหญ่ ถึงเช้าไม่นอนก็มีครับ สำหรับโฮมเพจนี้ที่ผมทำ ผมได้ลงแรง ลงใจ ไปกับมันมากพอสมควร และไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทนหรอกครับ แค่เพียงให้เพื่อนๆ ได้รับสิ่งดีๆ เพื่อเป็นการพัฒนาตัวเอง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เค้า สำหรับ ข้อคิดต่างๆ หรือข้อมูลที่อยู่ในโฮมเพจ ส่วนมากจะเป็นสิ่งที่ผมประสบ พบเจอมา มีทั้งเสียใจ ผิดพลาด และดีใจ ในขณะที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น เพื่อไม่ให้เสียชื่อคนไทย ผมจึงมีแนวคิดที่จะทำโฮมเพจนึง เพื่อเป็นศูนย์ กลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนการแนะนำประเทศของตัวเราเอง ว่ามีสิ่งที่น่าสนใจมากแค่ไหน เพราะคนญี่ปุ่นบ้างคน อาจมองคนไทยในแง่ ลบก็มีนะครับ " |
| อยากให้ฝากอะไรถึงนักเรียนไทยที่จะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นค่ะ | |
| " คือสิ่งนึงที่ผมอยากจะฝากไว้กับ
เพื่อนๆที่สนใจจะมาเรียนที่ญี่ปุ่น 1. พยายามผูกมิตรสร้างเพื่อนคนญี่ปุ่นไว้ให้มากๆ 2.พยายามเปลี่ยนนิสัยให้เค้ากับคนญี่ปุ่นได้ เช่น เรื่องมาสาย 3.คนญี่ปุ่นจะมักยิ้มให้กัน ไม่ว่าเค้าจะโกรธกัน เกลียดกัน หรืออิจฉากันก็ตาม หากได้พบเจอกันตามท้องถนน ก็จะยิ้มให้กัน ทักทายกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากเราทำได้อย่างนั้นจะดีมากๆ ครับ 4.อยากให้มีความกล้าคิดกล้าแสดงออก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม 5.คนญี่ปุ่น เป็นคนที่ชอบคนเก่ง หากเราจะคิดจะทำอะไรแล้ว ขอให้ตั้งใจ และก็พยายามทำสิ่งนั้นให้สมบูรณ์แบบ อย่าให้มีข้อติได้ 6.คนไทยมักจะพูดคำว่า "ไม่เป็นไร" แต่สำหรับคนญี่ปุ่นนั้น จะไม่ใช้กัน อันนี้สำคัญมากครับ *ยังมีสิ่งต่างๆ อีกมากมายที่อยากจะบอกให้เพื่อนๆ แต่ตอนนี้ยังนึกไม่ค่อยออก เอาไว้ผมจะเขียนใส่ไว้ในโฮมเพจของผมก็แล้วกันนะครับ แล้วอย่าลืมติดตาม ดูกันบ้างนะครับ เพื่อนๆ สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบพระคุณ JEDUCATION ที่ให้ ความกรุณาลิงค์โฮมเพจของผม ขอบคุณมากครับ และขอให้โชคดีกัน ทุกคนนะครับ สรุปคือ "เข้าเมืองตาหลิว แล้วต้องหลิวตาตาม" |
| ก็ต้องขอขอบคุณเจสเช่นกันค่ะ ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อน ๆ ชาว jeducation มากเลยทีเดียว แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นนะคะ เจสยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกหลายอย่างเกี่ยวกับญี่ปุ่นที่เก็บเกี่ยวมาฝากเพื่อน ๆ ในเมืองไทย แต่จะมีอะไรบ้าง ก็ต้องไปชมกันที่ OhaYOThailand ค่ะ |
|
|