- พื้นฐานการศึกษา
พิจารณาว่าจะศึกษาต่อในระดับใดให้เหมาะสมกับพื้นฐานการศึกษาที่มีอยู่
เช่น หากจบมัธยมปลายในประเทศไทย สามารถเลือกเข้าศึกษาได้ทั้งสถาบันอาชีวศึกษา
มหาวิทยาลัย วิทยาลัย และวิทยาลัยเทคนิค ดังนั้นจึงควรจะศึกษาข้อมูลและตัดสินใจว่าจะเข้าศึกษาในระดับใด
พร้อมทั้งกำหนดสาขาวิชาที่ต้องการศึกษาให้แน่นอนและชัดเจน
โดยคำนึงถึงอาชีพการงานและทิศทางในอนาคตของตนเอง
- ความพร้อมทางด้านภาษา
เพราะภาษาที่ใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอนในญี่ปุ่นคือภาษาญี่ปุ่น
ทั้งการอ่านตำรา การเขียนรายงาน และการพูดก็ใช้ภาษาญี่ปุ่นทั้งสิ้น
หลักสูตรที่เป็นภาษาอังกฤษก็มีบ้างเป็นส่วนน้อย แต่อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่น
จำเป็นที่จะต้องรู้ภาษาญี่ปุ่นเป็นพื้นฐานไว้ด้วย จึงควรเตรียมพร้อมในการศึกษาภาษาญี่ปุ่นไว้ตั้งแต่เนิ่น
ๆ
- ทุนทรัพย์
เป็นสิ่งที่ทั้งนักศึกษาและผู้ปกครองจะต้องใคร่ครวญให้รอบคอบ
เพราะการไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพ
สูงกว่าในเมืองไทยมาก เฉพาะค่าครองชีพในญี่ปุ่น ตกประมาณปีละ 500,000
บาทเป็นอย่างต่ำ ค่าเล่าเรียนอีกประมาณ 200,000 - 500,000 บาทต่อปี
ขึ้นอยู่กับประเภทของสถาบัน ระดับการศึกษาและสาขาวิชาที่เรียน กว่าจะจบการศึกษาซึ่งใช้เวลานานถึง4-6
ปีนั้น ก็เป็นจำนวนเงินไม่น้อยเลยทีเดียว
เพราะการไปศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่นจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนค่อนข้างมาก
หลายคนจึงใช้วิธีขอทุนการศึกษา หรือเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ
ในญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็มีนโยบายสนับสนุนทางด้านการเงินแก่นักศึกษาต่างชาติอยู่แล้ว
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวนักศึกษาเองว่ามีความสามารถมากน้อยเพียงใด
หากคิดที่จะขอทุนการศึกษา ไม่ว่าจะขอทุนตั้งแต่อยู่ในเมืองไทย หรือจะไปขอทุนในระหว่างที่ศึกษาอยู่ในญี่ปุ่น
ก็ต้องมีตั้งใจศึกษาเพื่อผลการเรียนที่ดีเยี่ยมด้วยเช่นกัน
|