เรื่องโดย มนกัญญ์ เลิศสามัตถิยกุล

หลังจากห่างหายจากชีวิตเมืองกรุงกลับบ้านนาไปสักพัก แต่อย่างไรก็หนีไม่พ้นต้องกลับมาเผชิญกับโลกความจริงที่โตเกียวอีกอยู่ดี แต่ก็ดีครับที่กลับมาก่อน มิเช่นนั้นต้องโดนเอาไปเซ่นวันตรุษจีนแน่ ๆ เพราะในปีนี้ไม่ว่าจะเป็นวัว หรือไก่ก็ล้วนแล้วแต่มีปัญหา เมื่อต้องมาอยู่ในสังคมแออัดในเมืองกรุงเช่นนี้ก็ต้องมีอะไรให้ผ่อนคลายหรือให้เป็นกำลังใจกันบ้างสักหน่อย และอย่างหนึ่งที่มักจะหาได้ง่ายในเมืองใหญ่ๆ นั่นก็คือ ร้านอาหารที่อร่อยๆ มีชื่อเสียงจนได้รับการกล่าวขานกัน ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า 名店:めいてん อ่านว่า “เมะอิเต็น” คำว่า 名:めい“เมะอิ”

 
名 : めい
mei
หรืออ่านว่า “นะ” จะหมายถึงชื่อ หรือใช้ขยายแสดงว่าเป็นสิ่งที่มีชื่อเสียง
  名 : na

คำว่า 名 “เมะอิ” จะใช้นำหน้าคำอื่นๆเพื่อแสดงความหมายในทางว่ามีชื่อเสียง เช่น คำว่า 名門:めいもん อ่านว่า “เมะอิมอน”

  門 : もん mon “มอน”แปลว่า ซุ้มประตู

ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงซุ้มประตูที่มีชื่อเสียงนะครับ แต่คำนี้ในที่นี้จะหมายถึง โรงเรียน สถาบันหรือทีม ส่วนมากจะใช้เรียกโรงเรียนที่มีชื่อเสียง หรืออาจจะใช้กับสถาบันของทีมกีฬาก็ได้ ถ้าเปรียบเทียบกับภาษาบ้านเฮานั่นก็คือ รั้ว (มหาวิทยาลัย) ที่มีชื่อเสียงนั่นเองครับ นอกจากนี้อย่างเช่นคำว่า 名物:めいぶつ อ่านว่า “เมะอิบุซึ”

  物 : ぶつ butsu “บุซึ” หรือมักจะอ่านว่า もの “โมะโนะ” แปลว่า สิ่งของ
  物 : もの mono

ซึ่งเมื่อรวมกันก็จะหมายถึงสิ่งของหรือสินค้าที่มีชื่อเสียง อย่างเช่น ชาเขียวเป็นสินค้า(ของ)ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชิซึโอะกะ (เป็นจังหวัดถัด ๆ ออกมาทางทิศตะวันตกของโตเกียว) แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดอะโอะโมะริ (เป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของเกาะหลักหรือเกาะฮอนชู) เป็นต้น คำว่า“เมะอิ”ยังใช้ผสมนำหน้าคำอื่นเพื่อขยายความว่ามีชื่อเสียงได้อีกมากมาย


กลับมาดูอีกคำบ้างนั่นก็คือคำว่า 店:てん“เต็น”

  店:てん ten " เต็น"เป็นการอ่านแบบองโยะมิ และทั่วไปจะอ่านว่า みせ “มิเสะ” ซึ่งเป็นแบบคุงโยะมิ หมายถึงร้านค้า
  店:みせ mise

ร้านค้าที่ญี่ปุ่นนั้นกว่าจะได้รับการขนานนามว่าเป็น 名店 “เมะอิเต็น” ได้นั้นต้องอาศัยเทคนิคการล่อลวง เอ้ย... ไม่ใช่...เทคนิคการนำเสนอสู่ลูกค้าหรือผู้มาใช้บริการ โดยต้องมีสิ่งที่สามารถมัดใจลูกค้าจนได้รับการกล่าวขานกันต่อ ๆ ไป ดังนั้นต้องอาศัยความพยายาม ความอดทน ความกล้าที่จะเสี่ยงลงทุนกับความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ



ในปัจจุบันที่ญี่ปุ่นจะพบว่าร้านค้าที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้นล้วนแล้วแต่ต้องเริ่มจากแนวทางแปลก ๆ ใหม่ ๆ มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ไม่ซ้ำแบบใครเพื่อเป็นการเรียกร้องความสนใจจากลูกค้า เช่นร้านขายขนมปังหรือร้านขายขนมบางร้านจะใช้วิธีเรียกลูกค้าอย่างทรมานจิตใจ โดยเฉพาะคนหุ่นดี ๆ อย่างผม นั่นก็คือจะผลิตกันบริเวณหน้าโต๊ะที่ขายเพื่อส่งกลิ่นอันหอมโหยหวนของเนยและครีม ออกมาเรียกน้ำล่อย (=น้ำลาย+น้ำย่อย เมื่อออกมาในเวลาเดียวกัน ขออนุญาตสร้างศัพท์ใหม่เพราะเกิดอาการนี้บ่อย) ของลูกค้าได้อย่างดี ก็อย่างที่เห็นในรูปนะแหล่ะครับ ถึงแม้จะต่อแถวกันมากกว่านี้อีกเท่าตัว คนก็จะยืนรอ (รวมผมด้วย) แต่ต้องระวังนิดหนึ่งนะครับว่าบางทีกว่าจะได้ซื้อก็อาจจะอิ่มกับกลิ่นเสียก่อน เพราะฉะนั้นอย่าสูดกลิ่นมากเวลาต่อแถวละกันครับ นี่ก็เป็นการเรียกลูกค้าโดยใช้สัญชาติญาณของมนุษย์จนได้ขึ้นชื่อเป็น “เมะอิเต็น” อย่างเช่นร้านขายก๊วยเตี๋ยวหรือที่คนไทยเรามักจะเรียกทับศัทพ์กันว่า ラーメン “ราเม็ง” นั้นก็ต้องพยายามหาเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นน้ำซุปที่เลิศรส เส้นที่เหนียวนุ่ม หรือสิ่งที่นำมาทำนั้นต้องคัดเลือกมาอย่างดีจากทั่วทุกสาระทิศ




นอกจากนี้เส้นทางไปสู่ความเป็น“เมะอิเต็น”นั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งนั่นคือการโฆษณา และการโฆษณาที่ได้รับการยอมรับว่าได้ผลมากที่สุดทางหนึ่งก็คือ การพูดกันปากต่อปากของกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นวัยรุ่นมักจะปากต่อปาก (ไม่ได้หมายถึงจูบนะครับอย่าเข้าใจผิด) กันบ่อยได้ง่ายในหมู่เพื่อนฝูง นอกจากนี้สิ่งที่นำมาใช้และเห็นกันมากขึ้นในปัจจุบันนั่นก็คือ นิตยสารแจกฟรี ซึ่งจะนำมาแจกตามสถานีรถไฟใหญ่ๆหรือวางให้หยิบตามร้านอาหารชื่อดังต่าง ๆ ซึ่งในนิตยสารก็จะมีเกร็ดความรู้ต่าง ๆ ข่าวคราวบ้านเมืองสิ่งที่น่าสนใจที่ทันสมัยและที่ขาดไม่ได้ก็คือโฆษณาของร้านค้าที่จ้างสำนักพิมพ์ รวมถึงมีคูปองส่วนลดต่าง ๆ มากมายให้ใช้กันแถบไม่หมด ซึ่งหนังสือเหล่านี้ล้วนแล้วแต่แจกฟรีกันทั้งนั้น เนื่องจากทางสำนักพิมพ์ได้เงินจากทางร้านค้าที่ว่าจ้างแล้ว เมื่อพูดถึงคูปองส่วนลดของร้านอาหารต่าง ๆ นั้น ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่หายากอะไร ไม่ว่าจะเป็นทางอินเตอร์เนท หรือตามสถานีรถไฟใหญ่ ๆ ก็จะมีวางให้หยิบกันง่าย ๆ เป็นมุมสำหรับคูปองโดยเฉพาะ ( อย่างที่เห็นในรูป ) บางทีก็ไม่ต้องคิดอะไรมากว่าจะกินอะไรกันดี เมื่อดูตามคูปองก็สามารถเลือกตัดสินใจได้ง่ายขึ้น






นอกจากคูปองแล้วสิ่งที่พบเห็นมากที่สุดอย่างหนึ่งตั้งแต่ผมจากบ้านนามาอยู่ที่นี่ใหม่ ๆ นั้นก็คือ การโฆษณาทางไปรษณียบัตร นั่นก็คือจะมีไปรษณียบัตรสวย ๆ มากมายวางให้หยิบฟรีบริเวณหน้าภัตตาคาร ร้านอาหารหรู ๆ ซึ่งด้านหลังไปรษณียบัตรจะมีโฆษณาเล็ก ๆ อยู่แต่ไม่ได้เด่นชัดจนเสียความสวยงามของไปรษณียบัตร ซึ่งจะเห็นได้ว่ากว่าจะได้ขึ้นชื่อว่า “เมะอิเต็น” นั้นนอกจากความพยายามทางด้านคุณภาพของสินค้า ความแปลกใหม่ที่นำมาเสนอต่อลูกค้าเพื่อให้คนเรื่องลือกันต่อ ๆ ไปแล้ว ยังอาจจะต้องอาศัยกลยุทธทางการโฆษณาเข้ามาช่วยอีกแรงจนกระทั่งคนเริ่มพูดกันติดปากนั่นเอง แต่สิ่งที่ยากกว่าการเดินทางสู่การเป็นร้านที่มีชื่อเสียงนั่นก็คือการรักษาชื่อเสียงนั้นให้คงต่อไปอยู่ตลอดไป เพราะเมื่อคนให้ความสนใจมากขึ้นความใส่ใจในด้านต่าง ๆ ก็ต้องเพิ่มมากขึ้น เช่นการให้บริการต่อลูกค้าที่รอ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ มานำเสนอเพื่อให้เกิดความหลากหลาย


เมื่อเห็นความยากลำบากอย่างนี้แล้วขอผมเป็นฝ่ายผู้บริโภคต่อไปดีกว่าครับ เพราะได้กินของอร่อยและสบายกว่ากันเยอะเลย จริงไหมคร้าบ...แล้วพบกันใหม่คราวหน้าครับ
 






กลับหน้าหลัก "เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น"
ติดตามอ่านคอลัมน์ " เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น " ได้เป็นประจำที่นิตยสารการศึกษาวันนี้