เรื่องโดย ชลวิช นัทธี

สวัสดีครับ คอลัมน์สัปดาห์นี้ ผมนำเรื่องราวเกี่ยวกับป้ายประกาศซึ่งมักจะพบได้ตามบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า หรือซุเปอร์มาร์เก็ตทั่วๆ ไป มาเล่าสู่กันฟัง โดยป้ายนี้เขียนว่า ชูริงโจ ( 駐輪場 ) ประกอบด้วยตัวคันจิสามตัว คือ

 
駐 : ちゅう
แปลว่า จอด
  輪 : りん ซึ่งตามตัวอักษรแปลว่า ล้อ รถ แต่มักจะใช้เป็นตัวย่อหมายถึง รถจักรยาน
  場 : じょう  แปลว่า สถานที่

ดังนั้นเมื่อนำมารวมกันเลยแปลว่าที่จอดรถจักรยาน ซึ่งร้านค้าขนาดใหญ่ต่าง ๆ ในญี่ปุ่นมักจะจัดไว้บริเวณด้านหน้าหรือด้านหลัง เพื่อบริการลูกค้าที่มาใช้บริการ ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ มักจะใช้รถจักรยานในกรณีที่เดินทางไม่ไกลจากบ้านมากนักเพราะจะสะดวกกว่า เนื่องจากการใช้รถยนต์มักจะหาที่จอดรถค่อนข้างยากเนื่องจากไม่มีพื้นที่เพียงพอ หรือไม่ก็ต้องเสียค่าที่จอดรถราคาแพง



นอกจากนี้กฎหมายของญี่ปุ่นยังกำหนดให้ขี่จักรยานบนทางเท้า จึงทำให้ปลอดภัยกว่าการใช้รถจักรยานยนต์ที่จะต้องขี่ไปบนถนน อย่างถนนแถวบ้านที่ผมอยู่ จะเป็นถนนใหญ่เชื่อมระหว่างจังหวัด จึงมีแต่รถใหญ่ ๆ ขับด้วยความเร็วสูง ดังนั้นถ้าต้องใช้จักรยานยนต์คงจะไม่ปลอดภัยนัก ใช้จักรยานก็น่าจะดีกว่า แถมยังเร็วกว่าเดินด้วย อีกเหตุผลหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะในญี่ปุ่นไม่มีรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างอย่างในเมืองไทย การใช้จักรยานจึงได้รับความนิยมมาก จึงทำให้ร้านค้าต่างๆ แบ่งสถานที่ส่วนหนึ่งไว้สำหรับจอดจักรยานไว้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ เมื่อพูดถึงเรื่องที่จอดรถจักรยานแล้วอีกคำที่ควรพูดถึงด้วยก็คือคำว่าที่จอดรถ ซึ่งใช้ว่า ชูฉะโจ ( 駐車場 ) จะเห็นว่าคำนี้เขียนต่างจากชูริงโจ แค่คันจิตัวเดียวคือเปลี่ยนจากริงเป็นฉะ คำว่า ฉะ ( 車  ) นี้แปลว่า รถ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้หมายถึงรถยนต์

ต่อจากนี้ขอกลับมาต่อที่เรื่องจักรยานนะครับ จักรยานนี้ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า จิเท็งฉะ ( 自転車  ) ซึ่งก็ประกอบด้วยตัวคันจิสามตัวเช่นเดียวกัน คือ

 
  : じ
แปลว่า ตัวเองหรือด้วยตัวเอง
  転 :  てん แปลว่า หมุน  
  車 : しゃ  แปลว่า รถ
ซึ่งพูดถึงไปแล้วด้านบน รวมกันเลยแปลว่า รถที่หมุนหรือปั่นด้วยตัวเอง ซึ่งก็คือรถจักรยานนั่นเอง ซึ่งคำว่าจิเท็งฉะนี้จะเขียนคล้ายกับคำที่แปลว่ารถยนต์ซึ่งเรียกว่า จิโดฉะ ( 自動車 ) โดยจะใช้คันจิต่างกันเพียงตัวเดียวเหมือนกัน คือตัว โด () นั้นแปลว่าเคลื่อนที่ จิโดฉะจึงแปลตามตัวว่ารถที่เคลื่อนที่ด้วยตัวเอง และเนื่องจากญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นเกาะจึงพื้นที่ส่วนใหญ่จึงมักจะไม่ค่อยเป็นที่ราบล้วน ๆ แบบกรุงเทพฯ ซึ่งเกิดจากดินตะกอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ แต่พื้นที่ในญี่ปุ่นนั้นจะประกอบด้วยเนินใหญ่น้อยมากมาย ซึ่งช่วยผ่อนแรงในกรณีที่ลงเนิน เพราะไม่ต้องออกแรงปั่นรถก็ไหลไปเอง

แต่ตอนขาขึ้นนั้นสร้างความลำบากในการใช้จักรยานเหมือนกัน สำหรับเด็กหรือคนหนุ่มสาวนั้น ก็ยังพอจะขี่จักรยานขึ้นเนินไหว แต่สำหรับผู้สูงอายุหน่อยแล้ว คงจะต้องลงจากรถแล้วจูงขึ้นเนินแทนทำให้ไม่สะดวกเท่าที่ควร จึงทำให้มีการผลิตจักรยานแบบใหม่ที่เรียกว่า เด็งโดจิเท็งฉะ ( 電動自転車 ) ตัวคันจิว่า เด็ง () นั้นผู้อ่านที่ติดต่อคอลัมน์นี้มาอาจจะเคยเห็นแล้วในตอนเกี่ยวกับรถไฟ (ที่เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า เด็งฉะ ( 電車 )) เด็งนั้นแปลว่าไฟฟ้า เด็งโดจึงแปลว่าเคลื่อนที่ด้วยไฟฟ้า กล่าวคือเป็นจักรยานที่มีการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไปในส่วนสำหรับปั่น ทำให้ช่วยลดแรงที่ต้องใช้ในการปั่นจักรยานขึ้นเนิน ทำให้ขี่ไปไหนมาไหนได้สะดวกขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลเวลาขึ้นเนิน แต่อย่างไรก็ดีรถจักรยานประเภทนี้ยังคงมีราคาแพงอยู่มาก คนส่วนใหญ่จึงยังคงใช้จักรยานแบบธรรมดา หรือไม่ก็ใช้จักรยานที่มีเกียร์เพื่อช่วยผ่อนแรงเท่านั้น

เมื่อใช้จักรยานกันมาก ๆ มีข้อดีตรงช่วยประหยัดการใช้น้ำมัน และยังสะดวกรวดเร็วไม่ก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดแล้ว ก็มีข้อเสียอาจจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาเหมือนกัน เนื่องจากการเดินทางของคนญี่ปุ่นในเมืองส่วนใหญ่จะใช้รถไฟเป็นหลัก ดังนั้นทุกๆ วันจะต้องเดินทางจากบ้านไปยังสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุด ซึ่งคนอยู่บ้านอยู่ไกลจากสถานีก็เลยจะใช้จักรยานสำหรับเดินทางไปสถานี แล้วก็จอดทิ้งไว้บริเวณสถานีเพื่อไปขึ้นรถไฟไปทำงานต่อกลับบ้านจะได้ขี่จักรยานกลับบ้าน ซึ่งก็นับว่าอำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังประหยัดและเร็วกว่าจะขึ้นรถบัสจากบ้านไปยังสถานี ทั้งนี้เพราะรถบัสในญี่ปุ่นนั้นมักจะมีจำนวนไม่มาก และวิ่งค่อนข้างอ้อมเพื่อรับผู้โดยสารจำนวนมากไปยังสถานี


แต่เมื่อมีคนจำนวนมากใช้การเดินทางแบบนี้ ก็ทำให้ที่จอดจักรยานไม่เพียงพอ ทำให้กีดขวางการสัญจรไปมาของผู้คนบริเวณหน้าสถานี จนกระทั่งที่ร้ายแรงที่สุดก็คือกีดขวางรถดับเพลิงหรือรถพยาบาล ทำให้ไม่สามารถเข้าซอยไปดับเพลิง หรือเข้าไปรับผู้ป่วยได้ เป็นปัญหาที่สำคัญในปัจจุบัน ซึ่งบริเวณหน้าสถานีรถไฟ ก็มักจะมีการติดป้ายประกาศห้ามจอดจักรยาน รวมทั้งยังมีการยกจักรยานที่จอดไม่เป็นที่ไปเก็บไว้ที่อื่น ถ้าต้องการรถคืนก็ต้องไปจ่ายค่าปรับก่อน ซึ่งแพงพอดู แต่ดูเหมือนว่าปัญหาก็ยังไม่หมดไปเพราะหน่วยงานของเขตก็คงจะไม่สามารถมาเก็บรถได้ทุกวัน ก็เลยยังคงมีการจอดรถแถวหน้าสถานีให้เห็นบ่อย ๆ ซึ่งผมคิดว่าทางการก็คงจะต้องพยายามหาทางแก้ปัญหากันต่อไป




กลับหน้าหลัก "เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น"
ติดตามอ่านคอลัมน์ " เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น " ได้เป็นประจำที่นิตยสารการศึกษาวันนี้