เรื่องโดย ต่อจรัส พงษ์สาลี


ในระบบราชการที่เมืองไทย เราจะเริ่มใช้ปีงบประมาณใหม่กัน วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งผมก็ไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมปีงบประมาณของเราต้องไปเริ่มที่เดือนตุลาคมทั้งๆ ที่มันเป็นปลายปีแท้ๆ แต่ของที่ญี่ปุ่นนั้น เขาจะเริ่มปีงบประมาณใหม่ ในวันที่ 1 เมษายนของทุกปี (ซึ่งก็กลางปีแท้ ๆ เช่นกัน) ดังนั้น วันที่1 เมษายน ในทุกๆ ปีจึงเป็นวันที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหลาย ๆ อย่างในสังคมญี่ปุ่น และปี 2004 นี้ ก็เช่นเดียวกันครับ มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้น เป็นต้นว่า

เกิดการควบรวมของเขตการปกครองระดับท้องถิ่นทำให้เกิดเขตการปกครองระดับอำเภอ 市 : し ( shi ) ใหม่จำนวน 11 อำเภอ

มีการเปลี่ยนชื่อของบริษัทที่ดูแลระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าใต้ดินในมหานครโตเกียวจาก 営団地下鉄 : えいだんちかてつ (eidan chikatetsu) ชื่อเต็ม 帝都高速度交通営団 : ていとこうそくどこうつうえいだん (teito kousokudo koutsuu eidan) ซึ่งเป็นองค์กรในสังกัดของรัฐให้บริการในเส้นทาง 8 สาย เป็นนิติบุคคลตามนโยบายการปฏิรูปและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็น 東京メトロ(Tokyo Metro) 


คำว่า 地下鉄 : ちかてつ (chikatetsu)
รถไฟใต้ดิน นี้ประกอบด้วย

 
地下 : ちか
chika ซึ่งแปลตรงตัวตามตัวอักษรเลยครับว่า ใต้ดิน
  鉄 : てつ tetsu ที่แปลว่า เหล็ก ซึ่งน่าจะย่อมาจาก 鉄道
  鉄道 : てつどう tetsudou หรือทางรถไฟนั่นเอง
ซึ่งการนำคำมารวมกันแปลได้ว่า(ทาง)เหล็กใต้ดิน คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก รางของรถไฟที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งก็หมายความถึง รถไฟฟ้าใต้ดิน นั่นเอง ซึ่งเมืองไทยเราก็กำลังจะเปิดให้บริการในเร็ววันนี้ (ออกจะช้ากว่าญี่ปุ่นเสียหน่อยนะครับ ประมาณ 120 ปีเท่านั้นเอง)


จากนโยบายเดียวกันทำให้วันที่ 1เมษายนที่ผ่านมาเป็นวันที่มหาวิทยาลัยของรัฐ 国立大学 : こくりつだいがく ( kokuritsu daigaku) ต้องออกนอกระบบมาเป็นนิติบุคคล ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่า จะเป็นผลดีหรือผลเสียกับระบบการศึกษาในอนาคต


เยอะเหลือเกินครับพูดไม่หมด... เอาเป็นว่าการเริ่มต้นและการเปลี่ยนแปลงในสังคมญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา นอกเหนือจากเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีเรื่องที่กระทบต่อชีวิตประจำวันต่อผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ อย่างมากอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ การปรับเปลี่ยนระบบการแสดงราคาสินค้า ซึ่งในช่วงแรก ๆ ทำเอาคนซื้อก็บ่น คนขายก็บ่นไปตาม ๆ กัน ทำไมหรือครับ ฝ่ายผู้ซื้อก็มีความรู้สึกว่าราคาสินค้ามันแพงขึ้น ส่วนฝ่ายผู้ขายก็ต้องเปลี่ยนป้ายราคาใหม่ทั้งหมด และบางร้านยอดขายลดลงน่ะสิครับ


ก่อนหน้าวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา .... ป้ายราคาสินค้าในญี่ปุ่นที่ติดไว้ที่สินค้า จะยังไม่รวมภาษีบริโภคอีก 5 เปอร์เซ็นต์

อย่าง Dictionary ไฟฟ้าอันนี้ ติดราคาไว้ 23,800 เยน แต่เวลาจ่ายเงิน ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินจริงเท่ากับ 23,800 เยน + 5 % = 24,990 เยน

แต่ในปัจจุบัน ราคาสินค้าจะรวมภาษีบริโภคเอาไว้เรียบร้อยแล้ว


ในวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมานี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของระบบภาษีบริโภค 消費税制度 : しょうひぜいせいど (shouhizei seido)คือการเริ่มใช้ป้ายราคาที่รวมภาษีบริโภคแล้ว 消費税 総額 表示 方式 : しょうひぜい そうがく ひょうじ ほうしき (shouhizei sougaku hyouji houshiki)ภาษีบริโภคนั้น เป็นภาษีที่เก็บจากผู้บริโภคโดยเท่าเทียมกันจากการจับจ่ายใช้สอยต่างๆ นับได้ว่าเป็นภาษีอากรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประจำวันของทุกคนเลยทีเดียวครับ

 
消費 : しょうひ
shouhi บริโภค
  税 : ぜい zei ภาษี
  制度 : せいど seido ระบบ
  総額 : そうがく sougaku ราคารวม
  表示 : ひょうじ hyouji แสดง
  価額 : かがく kagaku ราคา
  方式 : ほうしき houshiki วิธีการ

ทำความเข้าใจง่ายๆ สำหรับภาษีบริโภคของญี่ปุ่น ก็คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มของบ้านเรานั่นเอง ระบบภาษีบริโภคนี้ ญี่ปุ่นเริ่มนำใช้มาในวันที่ 1 เมษายน 1989 ด้วยอัตราร้อยละ 3 แต่เป็นระบบที่เก็บภาษีเพิ่มจากยอดเงินที่ใช้จ่าย เรียกว่า 外税価格 (gaizei kakaku) ราคาที่ไม่รวมภาษี และเพิ่มเป็นร้อยละ 5 ในวันที่ 1 เมษายน 1998 ซึ่งจนถึงวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ถ้าผู้บริโภคซื้อสินค้ามูลค่า 100 เยน จะต้องเสียภาษีบริโภคเพิ่มอีก 5 เยนอีกต่างหาก รวมเป็น 105 เยน

แต่จากการเปลี่ยนระบบการการแสดงราคาในครั้งนี้ (เริ่มใช้วันที่ 1 เมษายน 2004) จะทำให้ต้องเปลี่ยนป้ายเป็นราคาที่รวมที่ผู้บริโภคจะต้องชำระภาษีแล้วว่าเป็นเท่าไหร่ (คล้ายๆ กับที่เมืองไทยทำในช่วงแรก แต่ตอนนี้เห็นว่าให้เปลี่ยนเป็นแสดงราคาสินค้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และราคารวมภาษีที่ผู้บริโภคต้องจ่ายจริง) หรือเรียกว่า 税込価格 : ぜいこみかかく (zeikomi kakaku)ราคารวมภาษีแล้ว หรือเรียกว่า 内税 : うちぜい (uchi zei)



ความจริงแล้วจำนวนเงินที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ ต้องจ่ายค่าสินค้านั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนไปหรอกครับ ผู้บริโภคก็ยังต้องจ่ายภาษีเท่าเดิม เพียงแต่ว่าป้ายแสดงราคาจะต้องเปลี่ยนไป เพราะต้องแสดงราคารวมภาษี เช่น นมกล่องที่เคยราคา 198 เยน (ซึ่งเวลาชำระเงินเราต้องจ่ายภาษีบริโภคอีกร้อยละ 5 อีก 9 เยน) ต้องเปลี่ยนป้ายแสดงราคาเป็น 207 เยน ทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกว่าต้องจ่ายเงินมากขึ้น ทั้งๆที่ความจริงแล้ว ราคาที่ผู้บริโภคต้องชำระนั้นเท่ากัน นอกจากบางร้านที่ฉวยโอกาสปัดเศษของภาษีมูลค่าเพิ่มที่ไม่เต็ม 1 เยนให้ลูกค้าเป็นผู้แบกรับ ในกรณีนี้ทำให้ผู้บริโภคต้องจ่าย 208 เยน (ซึ่งเกิดทั่วไปในขณะนี้)

ขออธิบายสักนิดนะครับ เอาอย่างง่ายๆ เลย คือเมื่อก่อนวิธีคำนวณภาษีผู้บริโภคนี้ คิดร้อยละ 5 ก็จริงแต่ถ้าเศษที่เกิดจากการคิดภาษีที่ไม่เต็มนั้นให้ปัดทิ้ง ดังนั้นผู้บริโภคจะต้องชำระภาษี 1 เยนทุกๆ 20 เยน ซึ่งราคาตามซุปเปอร์มาร์เกตส่วนใหญ่นั้นเป็นประเภท 198 เยน หรือ 199 เยน เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค อ้อเจ้าภาษีผู้บริโภคนี้นะครับไม่ได้คิดเป็นชิ้นต่อชิ้นนะครับแต่ว่าจะคิดจากมูลค่ารวมที่ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยในแต่ละครั้ง นอกจากนั้นคนญี่ปุ่นเอง ยังเป็นห่วงว่าเนื่องจากการรวบภาษีบริโภคเอาไว้ในราคาแล้ว จะทำให้ผู้บริโภคลืมนึกถึงว่า ได้จ่ายภาษีบริโภคไปเท่าไหร่ แล้วในอนาคตทางรัฐบาลจะถือโอกาสขึ้นภาษีดังกล่าวได้โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ตัว ซึ่งก็มีแนวโน้มเป็นไปได้ทีเดียวครับ

แต่ก็มีข้อดีเหมือนกันนะครับ สำหรับบางท่านที่บางครั้งมีเงินติดกระเป๋าน้อย เมื่อก่อนเห็นราคาแล้วหยิบไปจ่ายเงิน ปรากฏว่าลืมบวกภาษีไปด้วย ทำให้บางครั้งเงินไม่พอจ่าย ต้องเอาไปเก็บก็มี และปัญหาที่ร้านค้าบางร้านที่ต้องเจอปัญหานี้เต็มๆ ก็คือ ร้านที่กำหนดราคาเดียวกันทั้งร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้าน 100 เยนหรือ ร้าน 89 เยนก็ตาม หลังจากที่เปลี่ยนระบบที่ผ่านมา ต้องแก้เกมกันเสียยกใหญ่เลยทีเดียวครับ เพราะว่าการที่จะเปลี่ยนเป็นร้าน 105 เยน หรือร้าน 93 เยนก็จะทำให้อิมเมจของร้านเสียไป ทำให้บางร้านก็ถึงกับใจป้ำไม่คิดภาษีผู้บริโภคกับลูกค้าไปเลยก็มี (แต่น้อยมากครับ) ถ้าเป็นอย่างนั้นทั้งหมดก็คงดีทีเดียวนะครับ


ตัวอย่างแสดงการเปลียนแปลงการติดป้ายราคาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน
ซึ่งให้เลือกติดแสดงราคาได้หลากหลายรูปแบบ
(แต่ทั้งหมดต้องแสดงราคารวมภาษีเป็นหลัก)



ตัวอย่างป้ายราคาแบบเก่าและใหม่ของสินค้าเดียวกัน
ทางซ้ายมือเป็นป้ายราคาแบบเก่า ที่บอกเฉพาะราคาสินค้าเท่านั้น
ส่วนทางขวามือ เป็นป้ายราคาที่ติดใหม่ เป็นราคารวมภาษี และบอกราคาสินค้าไว้ด้วย




กลับหน้าหลัก "เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น"
ติดตามอ่านคอลัมน์ " เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น " ได้เป็นประจำที่นิตยสารการศึกษาวันนี้