![]() |
![]() |
|
|
เรื่องโดย
มนกัญญ์ เลิศสามัตถิยกุล |
|
![]() |
| สวัีสดีครับมาพบกันอีกเช่นเคยกับคอลัมน์เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น ผมมีความรู้สึกไม่นานมานี้ยัีงสวัสดีปีใหม่กันอยู่เลย นี่ก็ย่างเข้าเดือนกลางปีแล้ว แถมที่ประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มย่องเข้่าสู่ฤดูฝน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีของชาวญี่ปุ่นว่า ความเหนียวเหนอะหนะตัวเนื่องจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวกำลังจะมาเยือน ไม่ใช่เป็นแค่อากาศอย่างเดียวที่ร้อน แต่เ่ดือนมิถุนายนก็เป็นเดือนของความร้อนที่แสนอบอุ่นอีกแบบหนึ่งนั่นก็คือ เดือนแห่งการแต่งงาน ซึ่งการแต่งงานจะเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า 結婚 : けっこん ( kekkon) |
| 結婚
: けっこん |
kekkon | การแต่งงาน | |
| 結 : けつ | ketsu | ทั่วไปจะอ่านว่า けつ“เขซึ” ซึ่งเมื่อมีคำมาต่อท้ายการออกเสียงตัว
“ซึ”จะลดรูปจะออกเสียงโดยมีตัวอักษรหน้าของคำถัดมา มาควบเป็นตัวสะกด (ในกรณีนี้ อักษรตัวหน้าของคำหลังคือ “ค” จึงออกเสียงเป็น “เขค”) คำนี้หมายถึง ผูกมัีดรวมกัน เชื่อมต่อกัน |
|
| 婚 : こん | kon | หมายถึง การไปเป็นลูกเขยหรือลูกสะใภ้ เมื่อรวมกันแล้วก็หมายถึง การแต่งงานนั่นเอง |
| ยังมีคำอื่นที่เกี่ยวข้องเช่น 婚約 : こんやく อ่านว่า “คอนหยะขุ” หมายถึง การหมั้น |
| 約
: やく |
yaku | คำว่า “หยะขุ” แปลว่า ประมาณ หรือคร่าว ๆ ก็คือประมาณคร่าว ๆ ว่าจะแต่งงาน |
| นอกจากนี้เมื่อเติมคำว่า 式 : しきอ่านว่า “ชิคิ” ซึ่งหมายถึง พิธี ต่อท้ายคำว่าแต่งงานเป็น 結婚式 : けっこんしき ก็จะหมายถึง พิธีแต่งงานนั่นเอง |

| ทำไมเดืิอนมิถุนายนถึงเป็นเดือนของการแต่งงาน? เดิมทีเดียวในประเทศญี่ปุ่นไม่ค่อยนิยมการแต่งงานในญี่ปุ่นในช่วงเดือนมิถุนายนสักเท่าไร เนื่องจากเป็นฤดูฝน ( 梅雨 : つゆ อ่านว่า tsuyu : ซึยุ ) คู่สมรสไม่ค่อยจัดงานแต่งงานกันเพราะอากาศไม่ค่อยเป็นใจ นอกจากนี้แขกที่มาร่วมงานอาจลำบากในการเดินทางมาร่วมงาน ดังนั้นทางโรงแรมหรือสถานที่จัดงานแต่งงานที่หัวใส (ไม่ใช่หัวล้านนะครับ) จึงคิดหาวิธีให้คนมาใช้บริการมากขึ้นโดยเอาชื่อของเทพธิดากรีักโรมัีน จูโน (ชื่อพ้องกับเดือนหก June) ซึ่งเป็นเทพธิดาคุ้มครองผู้หญิงให้มีความสุข ทำให้เกิดความเชื่อว่าแต่งงานในเดือนหกแล้วจะมีความสุขนั่นเองครับ ซึ่งก็เป็นกลวิธีทางธุรกิจเช่นเดียวกับการมอบช็อคโกเลตของคนญี่ปุ่นในวันวาเลนไทน์นั่นเอง |
![]() |
![]() |
| คนญี่ปุ่นโดยเฉพาะสุภาพสตรีในปัจจุบัน มักจะใฝ่ฝันที่จะจัดงานแต่งงานในโบสถ์แบบศาสนาคริสต์ เพราะดูหรูหราทันสมัยเป็นแบบตะวัีนตก ทั้งๆที่ส่วนใหญ่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์กันเลย ซึ่งก็มีการพูดล้อเล่น (แต่ทีจริง) ของชาวต่างชาติว่าตกลงคนญี่ปุ่นเขานับถือศาสนาอะไรกัีนแน่ เพราะตอนเกิดใหม่ก็จะพาเด็กไปทำพิธีที่วัดนิกายชินโต 神社 พอจะแต่งงานก็เข้าโบสถ์ 教会 แต่พองานศพกลับทำบุญที่วัดศาสนาพุทธ お寺 ถ้ามองในแง่ที่ไม่ดีก็จะเห็นว่า คนญี่ปุ่นไม่มีศาสนาที่นับถือที่แน่ชัด แต่มองในแง่้ดีแล้วเป็นไปได้ที่คนญี่ปุ่นคิดว่าสิ่้งไหนที่ดีหรือเห็นดีด้วยก็ทำในสิ่งนั้น ไม่ต้องติดยึดกับตัวชื่อของศา่สนานั่นเอง |
| 神社
: じんじゃ |
jinja | ศาลเจ้า , วัดนิกายชินโต | |
| 教会 : きょうかい | kyoukai | โบสถ์ | |
| お寺 : おてら | otera | วัดศาสนาพุทธ |
| เมื่ิอประมาณ 10 ปีก่อน ในสมัยที่เศรษฐกิจยังดี ๆ อยู่ มีคู่สมรสไม่น้อยที่ดั้นด้นไปจัดงานแต่งงานถึงต่างประเทศ โดยเฉพาะดารานัีกแสดงดัีงๆ จึงทำให้เป็นที่เลียนแบบของประชาชนในยุคสมัยนั้น ในปัีจจุบันคนญี่ปุ่นไม่นิยมจัีดพิธีแบบเก่าซึ่งก็คือจัดในวัดนิกายชินโต เนื่องจากดูโบราณไม่สนุก แต่ทางผู้ใหญ่ก็มักจะนิยมแบบเก่า ดั้งนั้นบางคู่ก็จัดทั้งสองแบบให้สมใจทั้งเจ้าสาวและผู้ใหญ่ บางคู่ก็แค่จดทะเบียนและเลี้ยงกันในหมู่ญาติพี่น้องคนสนิทเนื่องจากที่ญี่ปุ่นนั้นจะแต่งงานกันที ( ก็แต่งกันทีเดียวหล่ะครับ) ต้องใช้เงินงบประมาณมาก แต่ีงทีแทบจะหมดตัว มีคนญี่ปุ่นใกล้ตัวผมเคยเล่าให้่ฟังว่าวันก่อนงานแต่งงานเหลือติดตัวเงินแค่ 2-3 พันบาทเอง |

| นอกจากส่วนของงานแต่งงานยังมีส่วนของงานเลี้ยงซึ่งส่วนใหญ่จะจัดกันที่โรงแรมหรือตามร้านอาหารชั้นเลิศแบบญี่ปุ่น โดยคู่บ่าวสาวจะแต่งตัวในชุดแบบญี่ปุ่น แต่บัจจุบันคู่สมรสส่วนใหญ่ใฝ่ฝันที่จะจัดงานในคฤหาสน์หรือบ้านที่ดูหรูหราที่มีไว้สำหรับเช่าในการจัดงาน นอกจากจะดูสวยงามแล้วยังมีลักษณะเป็นบ้าน ดูอบอุ่นเป็นกันเองมากกว่า ตัวบ้านสามารถเปลี่ยนตกแต่งได้ตามความชอบ ซึ่งการจัดการทั้งหมดก็จะมีบริษัทที่ให้คำปรึกษาและดำเนินงานจัดงานแต่งงานให้หมดทุกอย่างเรียกว่าให้สมดังใจก็ว่าได้ ซึ่งอาชีพนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น |
| งานแต่งงานถือว่าเป็นพิธีมงคลดังนั้นจึงมักจะพบเห็นคำว่า 寿 : ことぶき อ่านว่า
“โคะโตะบุคิ” หมายถึง สิ่งที่เป็นมงคล การเฉลิิมฉลอง เช่น คำว่า 長寿 : ちょうじゅ
อ่านว่า “โช่จุ” คำว่า 長 : ちょう “โช่” หมายถึงยาว คำว่า じゅ“จุ” เป็นการอ่านแบบองโยมิ(แบบจีน)ของคำว่า
寿 เมื่อรวมสองคำนี้ก็หมายถึง อายุยืนนาน นั่นเอง มีคำหนึ่งที่มักจะใช้กับเจ้าสาว เป็นสิ่งที่่สาวๆญี่ปุ่นใฝ่ฝันมากที่สุดนั่นก็คือคำว่า 寿退社:ことぶきたいしゃ อ่านว่า “โคะโตะบุคิไทชะ” คำว่า 退 : たい “ไท” หมายถึงออกมา ส่วนคำว่า 社 :しゃ “ช่า” หมายถึง บริษัท ก็หมายถึง การลาออกที่เป็นมงคล นั่นก็คือ การลาออกจากบริษัทเพื่อที่จะแต่งงานนั่นเอง |
![]() |
![]() |
| คนญี่ปุ่นในปัีจจุบันมีอายุยืนมากขึ้น ไม่ต้องพูดถึงประเภทน้องๆเกิน 70-80
ปีเลยครับ เกินหนึ่งร้อยปีก็มีไม่น้่อย ทำให้ระยะเวลาของการครองชีวิตคู่นั้นยาวนานขึ้น
จึงมีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่หย่าร้างกัน เรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า 熟年離婚:じゅくねんりこんอ่านว่า
“จุคุเนนริคอน” คำว่า 熟:じゅく“จุคุ” หมายถึง สุกงอม คำว่า 年:ねん“เนน” หมายถึง
ปีหรืออายุ เมื่อรวมสองคำแรก 熟年:じゅくねん หมายถึง ผู้สูงอาุยุ ส่วนคำว่า 離 : り “ริ” หมายถึง แยก ห่างออกมา เมื่อรวมกับคำว่า 婚 ก็หมายถึงการหย่าร้าง ในปัจจุบันมีคู่สามีภรรยาผู้สูงอายุที่หย่าร้างกันประมาณ 2-3 หมื่นคู่ต่อปีั โดยจะพบมากในกรณีหลังจากสามีเกษียณอายุ |
| 熟
: じゅく |
jyuku | หมายถึง สุกงอม | |
| 年 : ねん | nen | ปีหรืออายุ | |
| 熟年 : じゅくねん | jyukunen | ผู้สูงอายุ | |
| 離:り | ri | หมายถึง แยก ห่างออกมา |
| ตามความคิดของคนทั่ว ๆ ไปมักจะคิดว่าเมื่อแก่ตัวมาก็ใช้ชีวิตที่เหลือดูแลกันอย่างมีความสุข
แต่ในทางตรงกันข้่ามบางคนอาจจะมองว่า มีเวลาอยู่กับสามีมากเกินไป ขาดเวลาที่เป็นของตนเอง
ลูกก็โตเป็นผู้ใหญ่สา่มารถรับผิดชอบตนเองได้ ไม่ต้องมีห่วงอะไร ถ้าคิดจริงๆแล้วอาจจะมีชีวิตที่เหลืออีกหลายสิบปีที่จะสามารถหาความสุขให้กับตนเอง
ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่เป็นปัญหาของครอบครัวนั้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะขยายไปเป็นปัญหาหลักปัญหาหนึ่งของประเทศก็ได้ในอนาคต
เนื่องจากประชากรของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นี่ก็ปลายเดือนมิถุนายนแล้วนะครับ ใครอยากสละโสดก็รีบ ๆ ละกันนะครับ แล้วพบกันใหม่คราวหน้่าครับ |
|
|
| ติดตามอ่านคอลัมน์ " เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น " ได้เป็นประจำที่นิตยสารการศึกษาวันนี้ |
|