เรื่องโดยชลวิช นัทธี


สวัสดีครับ คอลัมน์เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมนำป้ายสองป้ายที่เขียนคล้าย ๆ กัน มาคุยกันครับ ผมคิดว่าพอเห็นป้ายนี้แล้วทุก ๆ คนคงพอจะเดาได้ว่า ป้ายนี้เป็นป้ายประกาศบอกเวลาปิดเปิดของร้านค้า เพราะวิธีเขียนบอกเวลาในภาษาญี่ปุ่นนั้น โดยทั่วไปก็จะเป็นไปตามมาตรฐานสากล คือใช้เครื่องหมายโคลอน ( : ) คั่นระหว่างเลขบอกชั่วโมงกับเลขบอกนาที ส่วนตัวคันจิ 4 ตัวที่เขียนข้างบนนั้น แยกได้เป็นสองคำคือ เอเงียว (営業) ซึ่งแปลว่า ทำการ หรือดำเนินการ ส่วน จิคัง (時間) แปลว่า เวลา รวมกันก็เลยแปลว่า เวลาดำเนินการ

 
営業 : えいぎょう
eigyou ทำการ
  時間 : じかん jikan เวลา


ป้ายเหล่านี้มักจะติดไว้ตามร้านค้าทั่วไปเพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบ ร้านค้าส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นนั้น มักจะปิดเร็วกว่าร้านค้าในเมืองไทย เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ตมักจะปิดประมาณสามทุ่ม ในขณะที่ห้างสรรพสินค้าจะปิดเร็วกว่านั้นคือประมาณสองทุ่ม ตอนมาอยู่ญี่ปุ่นใหม่ ๆ ก็เลยทำให้ผมแปลกใจ เพราะร้านค้าต่าง ๆ มักจะปิดเร็วมาก เรียกว่าหลังจากสามทุ่มมักจะปิดกันหมดแล้ว จะเหลือก็เพียงร้านเหล้า หรือไม่ก็ร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ซึ่งมักจะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง และก็ทำให้สินค้าต่าง ๆ ในร้านสะดวกซื้อมักจะมีราคาแพงกว่าร้านทั่ว ๆ ไป เพราะอำนวยความสะดวกให้มากกว่า ทั้งสถานที่แล้วเวลาปิดเปิด

นอกจากนี้สิ่งที่ผมเห็นว่าต่างจากเมืองไทยมากที่สุด คือ ร้านค้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือห้างสรรพสินค้า มักจะปิดร้านในช่วงปีใหม่ โดยนัยว่าพนักงานจะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว บางร้านปิดตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 5 มกราคม ซึ่งจะแตกต่างจากเมืองไทยมาก ที่ร้านค้าต่างๆ จะเปิดแทบทุกร้าน เพราะเป็นช่วงวันหยุด จึงมีลูกค้าไปใช้บริการเยอะกว่าปกติ แต่วัฒนธรรมของญี่ปุ่นจะค่อนข้างแตกต่างออกไปคือ ช่วงปีใหม่ เป็นช่วงที่ทุกคนใช้เวลาอยู่กับครอบครัว บางคนที่เข้ามาทำงานในเมือง ก็จะเดินทางกลับบ้านเกิด อีกทั้งอาหารที่จะรับประทานช่วงปีใหม่ ก็จะเป็นอาหารที่เตรียมหรือซื้อไว้ก่อนแล้ว ก็เลยทำให้ร้านต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องเปิดให้บริการ จะมีก็เพียงร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ที่จะติดป้ายว่าเปิดตลอดทั้งปี ไม่มีการปิดช่วงปีใหม่



ไหน ๆ ป้ายนี้ก็เกี่ยวข้องกับเวลาแล้ว ส่วนที่เหลือก็เลยจะขอพูดเรื่องการบอกเวลาเป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งค่อนข้างมีหลักตายตัว ไม่ยุ่งยาก แถมยังคล้ายกับการบอกเวลาเป็นภาษาไทยอีกด้วย ในภาษาญี่ปุ่นนั้น จะใช้คำว่า จิ (時) บอกหน่วยชั่วโมง และ ฮุน (分) บอกหน่วยนาที เช่น 12:02ก็จะเรียกว่า จูนิ-จิ-นิ-ฮุน โดย จูนิ แปลว่า สิบสอง ส่วน นิ แปลว่า สอง ถ้าจะแปลคำบอกเวลานี้เป็นภาษาไทย ก็จะแปลตรง ๆ ตามตัวได้เลย เป็น สิบสองนาฬิกาสองนาที ส่วนความยุ่งยากในการบอกเวลานั้น จะอยู่ที่การบอกหน่วยนาที เนื่องจากคำว่า ฮุน (เขียนเป็นฮิระงะนะว่า ふん) ที่แปลว่านาทีนั้น จะออกเสียงแตกต่างกันไปตามเสียงที่นำมา โดยฮุนนั้น อาจจะเปลี่ยนไปเป็น ปุน (ぷん) โดย หนึ่ง ในภาษา่ญี่ปุ่นว่า อิชิ ถ้าเป็น หนึ่งนาที จะใช้ว่า อิบปุน (いっぷん), สองจะใช้ว่านิ สองนาทีไม่มีการเปลี่ยนเสียง ยังคงใช้ นิฮุน (にふん), แต่ถ้าเป็นสาม ที่เรียกว่า ซัง จะใช้ว่า ซัมปุน (さんぷん) เป็นต้น

หนึ่ง
いち
ichi
1分
หนึ่งนาที いっぷん
ippun
สอง

ni
2分
สองนาที にふん
nifun
สาม

さん
san

3分
สามนาที さんぷん
sanpun
สี่
よん, し
yon , shi
4分
สี่นาที よんぷん
yonpun
ห้า

go
5分
ห้านาที ごふん
gofun
หก
ろく 
roku
6分
หกนาที ろっぷん
roppun
เจ็ด
なな, しち
nana , shichi
7分
เจ็ดนาที ななふん
nanafun
แปด
はち
hachi
8分
แปดนาที はっぷん
happun
เก้า
きゅう , く
kyuu , ku
9分
เก้านาที きゅうふん
kyuufun
สิบ
じゅう 
juu
10分
สิบนาที じゅっぷん juupun
じっぷん jippun

หลังจากนี้ถ้าสิบเอ็ดนาฬิกา ก็จะกลายเป็น จูอิบปุน ( じゅういっぷん ) โดยเพียงแค่นำสิบมาต่อกับหนึ่งนาที ส่วนเลขอื่น ๆ คนที่สนใจ สามารถหาอ่านได้ตามหนังสือสอนภาษาญี่ปุ่นทั่วไป ผมยกมาลงหมดไม่ได้นะครับ เพราะเนื้อที่คงจะไม่พอให้เขียนต่อ


หลังจากพูดเรื่องการบอกเวลาแล้ว ผมขอเล่าเรื่องการบอกวันบ้าง เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องคล้ายๆ กัน แล้วก็มีกฎตายตัว แต่ค่อนข้างแตกต่างจากภาษาไทย คือถ้าบอกวันกับเดือน คนญี่ปุ่นจะพูดเดือนก่อนแล้วค่อยพูดวัน ซึ่งเป็นหลักเดียวกันกับเรื่องการบอกที่อยู่ที่ผมเคยพูดถึงในตอนไปรษณีย์ โดยจำง่าย ๆ ว่าภาษาญี่ปุ่นจากเรียงหน่วยใหญ่ไปหาหน่วยย่อยเสมอ ในภาษาญี่ปุ่น จะเรียกเดือนว่า กะทสึ (月อาจจะอ่านว่า ทสึคิ แปลว่า พระจันทร์) โดยไม่มีการกำหนดชื่อเดือนเหมือนในภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ แต่จะเรียกเดือนหนึ่ง เดือนสอง ไปตามลำดับ

ส่วนวันนั้นจะเรียกว่า นิชิ (日 ถ้าอ่านว่า ฮิ จะแปลว่า พระอาทิตย์) เช่น 12月12日 อ่านว่า จูนิ-กะทสึ-จูนิ-นิชิ หมายถึงวันที่ 12 ธันวาคม นั่นเอง จะเห็นว่าการบอกวันที่แบบดูค่อนข้างเป็นระบบ เข้าใจง่าย แต่เนื่องจากเป็นเรื่องของภาษาจึงมีข้อยกเว้นบ้างซึ่งก็คือวิธีอ่านวันในภาษาญี่ปุ่นสำหรับวันที่ 1 ถึง 10 กับ วันที่ 14, 20, 24 จะแตกต่างจากปกติ เช่น วันที่ 1 จะเรียกว่า ทสึอิทะชิ (ついたち) ดังนั้นถ้าเขียนว่า 12月1日 จะอ่านว่า จูนิ-กะทสึ-ทสึอิทะชิ ไม่ได้เอาตัวเลขมาต่อท้ายด้วย นิชิ เหมือนวันอื่นๆ สำหรับคำเรียกชื่อวันแปลกๆ เหล่านี้ ผมคงต้องรบกวนให้ไปหาอ่านจากหนังสือสอบภาษาญี่ปุ่นนะครับ แต่เดือนนี้ดูเหมือนจะง่ายที่สุด เพราะสามารถเอาตัวเลขที่ผมพูดถึงข้างบนมาต่อด้วยคำว่า กะทสึ ได้เลยครับ


พูดถึงเวลา เดือน วัน ไปแล้ว คงจะขาดเรื่องปี ในญี่ปุ่นนั้น ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเข้าใจคริสตศักราชซึ่งถือว่าเป็นระบบสากล แต่ในญี่ปุ่นจะมีระบบเรียกของตัวเองอีกระบบหนึ่ง โดยนับตามรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิซึ่งแต่ละองค์ก็จะมีชื่อเรียกระบบปีแตกต่างกันไป อย่างในปัจจุบันชื่อเรียกปีของญี่ปุ่นคือ เฮเซ (平成) และ ปีนี้เป็นปีที่ 16 ที่จักรพรรดิองค์ปัจจุบันครองราชย์มา เลยเรียกปีนี้ว่า เฮเซ-จูโระขุ-เน็น (平成16年) หมายถึง ปีเฮเซที่ 16 โดย เน็น (年) แปลว่า ปี พอรู้วิธีเรียกปีแล้ว เราก็เอาไปรวมกับว่าได้โดยใช้ระบบเรียกจากใหญ่ไปเล็ก ก็จะได้ว่า 平成16年12月12日 ซึ่งเป็นวิธีเขียนวันที่แบบมาตรฐานของญี่ปุ่น ส่วนปีที่อยู่ก่อน เฮเซ ก็จะเรียกว่า โชวะ (昭和) ซึ่งเป็นคำเรียกชื่อของจักรพรรดิองค์ก่อน โดยปีโชวะนี้จะมีถึง ปีโชวะที่ 63 ซึ่งตรงกับปี 1989 หลังจากจึงเปลี่ยนมาเป็นเฮเซ นอกจากคำว่าโชวะหรือเฮเซจะเป็นชื่อคำเรียกระบบปีของจักรพรรดิแต่ละองค์แล้ว คนญี่ปุ่นยังนำคำนี้มาเป็นชื่อเรียกจักรพรรดิด้วย เช่น จักรพรรดิโชวะ หรือที่เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า โชวะเท็นโน (昭和天皇) เทนโนแปลว่าจักรพรรดิ

 
ten แปลว่าฟ้า หรือสวรรค์
  no , o เวลาอยู่ตัวเดียวมักจะอ่านว่า โอ แปลว่า กษัตริย์


ชื่อจักรพรรดิญี่ปุ่นที่คนไทยรู้จักเช่น จักรพรรดิองค์ก่อนคือจักรพรรดิฮิโรฮิโตนั้น ไม่เป็นที่รู้จักในหมู่คนญี่ปุ่นเท่าไหร่นัก เพราะเป็นชื่อเดิมก่อนขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิ เมื่อครองราชย์แล้วจึงใช้ชื่อปีเรียกแทน ส่วนจักรพรรดิองค์ปัจจุบันนั้น จะเรียกสั้นๆ เพียง เทนโน ก็เป็นที่รู้กันว่าหมายถึงองค์ปัจจุบัน แต่จะว่าไปแล้วระบบปีของญี่ปุ่นนั้น ก็คงจะไม่คุ้นเคยนักสำหรับคนต่างชาติ เพราะเราคงจะประมาณกันไม่ค่อยได้ว่านานแค่ไหน เช่น ถ้าบอกว่าปีโชวะที่ 20 เราก็จะไม่เข้าใจ แต่ปีนี้ตรงกับปี พ.ศ. 2488 ซึ่งดูเข้าใจง่ายกว่าสำหรับคนไทย อย่างตัวผมเองก็จำได้แต่ปีเกิดตัวเองว่าเป็นปีโชวะที่เท่าไหร่ เพราะต้องใช้เวลากรอกแบบฟอร์มต่างๆ ถ้าจะต้องกรอกแทนคนอื่นก็ลำบากเหมือนกัน เพราะต้องมาบวกลบกันก่อนครับ



กลับหน้าหลัก "เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น"
ติดตามอ่านคอลัมน์ " เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น " ได้เป็นประจำที่นิตยสารการศึกษาวันนี้