เรื่องโดย มนกัญญ์ เลิศสามัตถิยกุล

สวัสดีครับ แทนที่จะได้ต้อนรับปีใหม่อย่างแจ่มใส อย่างที่ใคร ๆ หลายคนคาดหวังเอาไว้ เนื่องจากในปีที่ผ่าน ๆ มา ประเทศไทยเราได้เผชิญกับปัญหาและโรคร้ายต่าง ๆ มากมาย แต่พอมาถึงปลายปี กลับต้องมาพบกับเหตุการณ์ภัยธรรมชาติอันมิคาดคิดในครั้งนี้

คำว่าภัยธรรมชาติเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า 天災:てんさい อ่านว่าื “เท็นซะอิ”

 
天災:てんさい
tensai ภัยธรรมชาติ
  天:てん ten หมายถึง สวรรค์ หรือ บนท้องฟ้า
  災:さい sai เป็นการอ่านแบบองโยะมิ(จีน) ซึ่งจะอ่านว่า แบบคุงโยะมิ(ญี่ปุ่น)ว่า わざわい “ wasawai ” หมายถึง ภัยอันตราย หรือสิ่งที่ไม่ดี

ก่อนอื่นทีมงานต้องขอแสดงความเสียใจ แุ้ด่ท่านผู้ประสบหรือสูญเสียญาติมิตรจากเหตุการณ์ในครั้งนี้มา ณ ที่นี้ จากมหัตภัยในครั้งนี้่ิ อาจทำให้บางท่านรู้เกี่ยวกับคำว่า tsunami 津波 : つなみ มากขึ้น

 
津:つ
tsu หมายถึง ท่าเีรือหรือฝั่ง ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในสมัยก่อน โดยปัจจุบันจะใช้คำว่า 港 : みなと อ่านว่า “มินะโตะ” หรือ こう “โค” ซึ่งมักจะพบเห็นในคำว่า 空港 : くうこう อ่านว่า “คูโค” คำว่า 空 : くう “คู”หมายถึงท้องฟ้า เมื่อรวมกันจะหมายถึง ท่าเรือทางท้องฟ้า หรือ ท่าอากาศยานนั่นเอง
  波:なみ nami เป็นการอ่านแบบญี่ืปุ่น โดยจะอ่านแบบจีนว่า は “หะ” แปลว่า คลื่น

ซึ่งเกิดจากการที่แผ่นดินไหวใต้ทะเล เนื่องจากแผ่นเปลือกโลกเกิดการดีดตัวทำให้เกิดคลื่นน้ำ  ซึ่งเมื่อคลื่นเคลื่อนตัวเข้าสู่ฝั่ง ความเร็วจะช้าลง ทำให้คลื่นลูกอื่นๆที่เคลื่อนตามมาเรื่อยๆมาซ้อนตัวกันสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้จะเรียกว่าเป็นคลื่นก็ตาม แต่ลักษณะของสึนะมินั้นเหมือนกำแพงใหญ่ ๆ ของน้ำที่โถมเข้ามาหาฝั่งอย่างหน้ากลัวเสียมากกว่า

ความร้ายแรงของสึนะมินั้น เป็นที่รู้จักกันมานาน เพราะเกิดขึ้นมากมายในหลายประเทศ และหลายครั้งโดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น แต่คำว่าสึนะมินั้น เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และถูกใช้เป็นทับศัพท์จากภาษาญี่ปุ่น เนื่องมาจากการเหตุการณ์การเกิดแผ่นดินไหว และทำให้เกิดมหันตภัยจากสึนะมิ ในสมัยเมจิ เมื่อวันที่ 15 เดือนมิถุนายน ปีค.ศ. 1896 ณ บริเวณจังหวัดอิวะเทของประเทศญี่ปุ่น ในเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 22,000 คน ซึ่งถือเป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดของญี่ปุ่นจนเป็นที่กล่าวขานในความรุนแรงของสึนะมิจนถึงปัจจุบัน


เนื่องจากเป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง ที่ญี่ปุ่นเมื่อเกิดแผ่นดินไหว จะมีการรายงานข่าวโดยกระทันหันให้ประชาชนได้รับทราบผ่านทางสื่อต่างๆ โดยหน่วยตรวจสอบแผ่นดินไหวและสึนะมิที่มีอยู่ 66 แห่งทั่วประเทศ ดังนั้นเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ภายใน 2 นาทีจะมีข้อมูลแจ้งออกมา หลังจากเกิด 3 นาทีจะมีรายงานเตือนเกี่ยวกับสึนะมิ และหลังจากนั้นก็จะมีข้อมูลเพิ่มมาว่าแผ่นดินไหวนั้นเกิดที่ได้ระดับเท่าไรหลังจากเกิดแผ่นดินไหวใน 5 นาที และควรมีการระวังสึนะมิในระดับใด ซึ่งแบ่งเป็นสามขั้นตามระดับความสูงของคลื่นที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เรียกได้ว่า ทุกนาทีของข่าวสารนั้นมีค่่ามาก เพื่อทำให้ผู้คนตั้งตัวหรือเตรียมการณ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งข่าวเตือนภัยนั้นเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า 注意報 : ちゅういほう chuihou อ่านว่า“ชูอิฮอ”

 
注意 : ちゅうい
chui ระวัง หรือ เตือน
  報:ほう hou ผลลัพธ์ หรือ ข่าวสาร

เมื่อเกิดแผ่นดินไหวมิใช่ว่าต้องเกิดสึนะมิเสมอไป ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างเช่น ชนิดของการเกิด ขนาดของแผ่นดินไหว ความลึกของแหล่งเกิด ซึ่งบางครั้งแผ่นดินไหวขนาดเล็กโดยที่เปลือกโลกค่อยๆ เคลื่อนดีดตัวในแนวตั้งก็ทำให้เกิดสึนะมิลูกใหญ่ก็ได้ นอกนี้แล้วยังมีความรู้ที่มักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับสึนะมิิอีกมากมายเช่น ก่อนที่สึนะมิจะมา ระดับน้ำทะเลจะลดลงก่อน ซึ่งไม่จริงเสมอไป ซึ่งความรู้พื้นฐานเหล่านี้มีคนญี่ปุ่นจำนวนไม่นอนที่ยังเข้าใจอย่างไม่ถูกต้อง

จากบทเรียนนี้นอกจากจะต้องหาวิธีเตรียมตัวป้องกันอย่างถูกต้อง (มิใช่สร้างเกาะคอนกรีตลดแรงคลื่นที่ข้างในกลวงอย่างที่ออกข่าวไปทั่วโลก) ป้องกันโรคระบาดซึ่งเป็นจุดห่วงของต่างชาติ การฟื้นฟูสภาพบ้านเมืองแล้ว สิ่งที่เราต้องดูแลเป็นพิเ๋๋ศษนั่นก็คือสภาพจิตใจของผู้คนที่ประสบกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ถึงแม้ความรู้สึกเ๋ศร้่าสลดจะค่อย ๆ ลดลงตามเวลา แต่บางสิ่งก็ไม่สามารถลืมได้อย่างสิ้นเชิง ในกรณีของชาวญี่ปุ่น เช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงทางตอนใต้เมืองเฮียวโกะ ซึ่งจะครบ10 ปีในวันที่17มกราคมที่จะถึงนี้ ซึ่งจากประสบการณ์โดยตรงของชาวญี่ปุ่นต่างก็กล่าวว่า สิ่งที่จะช่วยเหลือดีที่สุดก็ืคือกำลังใจที่ต่อเนื่องจากผู้ที่อยู่รอบข้างนั่นเอง


ในเหตุการณ์ครั้งนี้มิใช่คนไทยเราเท่านั้น ยังมีชาวต่างชาติมากมายที่สูญเสียเพื่อนพี่น้องไปในพื้นที่ประเทศของเรา จากเหตุการณ์นี้หลายๆประเทศได้ยื่นมือขึ้นมาช่วยเหลือทั้งทางด้่านกำลังกาย กำลังทรัพย์ และ ที่สำคัญคือกำลังใจเพื่อให้คนไทยและประเทศต่างๆที่ประสบภัยครั้งนี้มีกำลังต่อสู้ในการฟื้นตัว  ซึ่งเหมือนกับที่คนไทยเราเองช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่อยู่ในขณะนี้

เมื่อปลายปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสร่วมเรี่ยรายเงินบริจาคจากคนญี่ปุ่นหลายๆคนที่รู้จักคนละเล็กละน้อย ต่างก็กล่าวถึงประเทศไทยว่าเหตุการณ์อย่างนี้ไม่น่าจะเกิดกับประเทศของเราเลย เนื่องจากคนไทยเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวมากมายมาเยื่อนประเทศไทยอยู่ตลอด ทำให้คิดได้ว่าเมื่อสภาพจิตใจของผู้คนและสภาพบ้่านเมืองของเราฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่พวกเราสามารถตอบแทนน้ำใจชาวไทยกันเองและชาวต่างชาติได้ก็คือ การต้อนรับด้วยยิ้มสยามและมิตรไมตรีของชาวไทยเรานั่นเองครับ

แล้วพบกันใหม่คราวหน้าครับ


กลับหน้าหลัก "เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น"
ติดตามอ่านคอลัมน์ " เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น " ได้เป็นประจำที่นิตยสารการศึกษาวันนี้