![]() |
![]() |
|
|
เรื่องโดย อัษฎายุทธ ชูศรี |
![]() |
| อากาศเดี๋ยวนี้แปรปรวนบ่อยเหลือเกิน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว อย่างที่ญี่ปุ่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมาจู่ ๆ อากาศก็ร้อนอย่างกับจะเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว แต่แล้วพอเข้าเดือนพฤษภาคมอากาศก็หนาวใหม่อย่างกับเพิ่งจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้มีโอกาสมาใช้บริการคลินิกแถวบ้านอยู่เนืองๆ |
| โดยปกติแล้วคนญี่ปุ่นมักจะเรียกคลินิกรวมไปกับโรงพยาบาลว่า “ เบียวอิง ” (病院: โรงพยาบาล ) เอะอะก็บอกว่า 「病院へ行く」( เบียวอิงเอะอิขุ : ไปโรงพยาบาล ) คนไทยได้ฟังก็ตกใจว่าไข้หวัดเล็กๆ น้อยๆ ต้องไปโรงพยาบาลเลยเหรอ คลินิกแถวบ้านก็พอ หรือไม่ก็ร้านหมอยาทั่วไป ที่จริงแล้ว “ เบียวอิง ” ในความหมายกว้างจะรวมสถานพยาบาลตั้งแต่คลินิกไปถึงโรงพยาบาลใหญ่ๆ |
病院 :びょういん |
byouin | โรงพยาบาล | |
| へ | e | เป็นคำช่วย | |
| 行く : いく | iku | ไป ( ikimasu ) |
คลินิกรักษาโรคในญี่ปุ่น ถ้าเป็นภาษาเก่าหน่อยจะเรียกว่า “ ชินเรียวโจะ ” ( 診療所 :しんりょうじょ สถานพยาบาล) ซึ่งปัจจุบันก็จะเห็นตามชื่อคลินิก ไม่ค่อยได้ใช้ในภาษาพูด ในภาษาพูดนิยมพูดคำว่า “ ขุรินิกขุ ” (クリニック: คลินิก ) ทับศัพท์ภาษาอังกฤษตามปกติอย่างคลินิกที่ผมไปมานี่ก็ใช้ชื่อว่า “ ซาเนะชิเงะคลินิก ” (さねしげクリニック) และด้วยเรื่องเนื้อที่ที่มีจำกัดบวกกับสวัสดิการด้านสุขภาพของญี่ปุ่น เราก็อาจจะเห็นโรงพยาบาลเล็กๆ ในชุมชนด้วย ขนาดก็พอๆ กับโพลีคลินิกบ้านเรา ซึ่งโพลีคลินิกในญี่ปุ่นจะถือว่าเป็น “ เบียวอิง ” แล้ว |
![]() |
![]() |
เข้ามาในคลินิกบรรยากาศก็คงเหมือนๆ กับคลินิกบ้านเรา มีที่นั่งสำหรับผู้มารับการรักษา และมีห้องตรวจตามปกติ สิ่งที่ไม่มีในคลินิกก็คือ " ยา " นั่นเอง ที่ญี่ปุ่นนั้นแผนกตรวจโรคกับแผนกยาจะแยกจากกันเด็ดขาด ดังนั้นเมื่อหมอวินิจฉัยโรคแล้ว ก็จ่ายค่าบริการตรวจโรคเสร็จ แล้วก็รับใบสั่งยาจากคลินิก |
คลินิกญี่ปุ่นมักจะมีร้านขายยาอยู่ใกล้ๆ ซึ่งก็ไม่ทราบว่าที่จริงแล้วเป็นร้านเดียวกันแต่แยกสถานที่ หรือไม่เกี่ยวกันแต่แค่แนะนำที่ซื้อยาให้เท่านั้นเอง เพราะเมื่อได้รับใบสั่งยาแล้ว เจ้าหน้าที่ก็แนบแผนที่ หรือถ้าใกล้กันมาก ก็จะบอกทางไปร้านขายยาให้ |
![]() |
![]() |
ผมออกจากคลินิกเดินไปได้ ๑๐ เมตรก็เห็นป้าย “ คุสุหริ ” (薬,くすり ) สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่านี่คือร้านขายยา ถ้าเป็นที่เมืองไทยอาจจะเป็นรูปเครื่องหมายกาชาด แต่ที่ญี่ปุ่นแทบไม่เห็นเครื่องหมายเหล่านั้นเลย จะเห็นก็เพียงตัวอักษร หรือตัวจีนว่า 薬 เท่านั้น |
薬 :くすり |
kusuri | ยา | |
| 薬屋 :くすりや | kusuriya | ร้านขายยา |
ร้านขายยาภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 薬屋( kusuriya ) หรือชื่อที่เป็นทางการกว่านั้นคือ 薬局( yak-kyoku ) ที่ญี่ปุ่นมี ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งคือ ร้านขายยาทั่วไป ร้านเหล่านี้นอกจากจะขายยาแก้ปวด ยาแก้ไข้ หรือยาที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งยาแล้ว ยังขายตั้งแต่ยาสีฟัน สบู่ ผงซักฟอก โฟมล้างหน้า กระดาษทิชชู่ ซึ่งเป็นของใช้ประจำวัน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เสริมความงาม อาหารเสริม เหมือนร้านขายของชำแบบขึ้นห้างของบ้านเรา |
![]() |
![]() |
ร้านขายยาที่ชื่อดังมากๆ ก็มี “ มัตสึโมโตะคิโยะฉิ ” (マツモトキヨシ) เนื่องจากชื่อยาวมาก บางครั้งเรียกย่อๆ ว่า “ มัตสึคิโยะ ” (マツキヨ) ร้านขายยาดังกล่าวมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ เพราะมีการลดราคาสินค้าพวกยาแก้ไข้ ยาหยอดตา หรือเครื่องใช้ประจำวันอยู่เป็นประจำ (แต่ชอบขึ้นป้ายว่า “ วันนี้ลด ” เห็นกี่ทีก็ลดทุกวัน) |
|
ร้านขายยาอีกประเภทคือที่ผมกำลังจะมาใช้บริการ ร้านขายยาที่มักจะติดป้ายหราตัวใหญ่ๆ ว่า “ โฉะโฮเซ็น ” (処方箋: shohousen ) ซึ่งแปลว่า “ ใบสั่งยา ” อย่างเช่นร้านนี้ติดป้ายว่า “ โฉะโฮเซ็น อุเค็ทสึเกะ ” ( 処方せん受付: shohousen uketsuke : รับใบสั่งยา) |
|
![]() |
เอกลักษณ์ของร้านขายยาแบบนี้คือ มีป้าย “ คุสุหริ ” (薬) เหมือนแบบแรก แล้วก็มีป้าย “ โฉะโฮเซ็น ” (処方せん หรือ しょほうせん) อย่างที่บอกนี่ล่ะครับ ซึ่งมักจะไม่ใช้ตัวจีนในคำสุดท้าย บางทีจะเห็นป้าย 「調剤薬局」( chouzai yakkyoku ) แปลเอาเองว่า “ ร้านปรุงยา ” สภาพเหมือนมาคลินิกรอบสอง เมื่อเข้าไปข้างในก็ยื่น “ โฉะโฮเซ็น ” ที่ได้รับจากคลินิกเมื่อครู่ให้เภสัชกร แล้วก็นั่งรอหน้าเคาเตอร์ สักพักเจ้าหน้าที่จะนำยามาให้ ก็จ่ายเงินค่ายาเป็นอันจบขั้นตอนการ “ ไปโรงพยาบาล ” |
![]() |
![]() |
ดังนั้นการไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งจึงเสียเงินสองรอบ รอบแรกเป็นค่าหมอ และเสียค่ายาอีกที่ร้านขายยา ตอนรับยา เจ้าหน้าที่จะเรียกไปอธิบายว่ายาตัวไหนเป็นยาอะไรอย่างไร แต่สิ่งที่แตกต่างจากโรงพยาบาลในเมืองไทยคือ จะมีเอกสารพิมพ์อธิบายชื่อยาอย่างละเอียดว่ามีสรรพคุณอย่างไร ซึ่งแต่ละร้านก็จะแตกต่างกันไปบ้าง อย่างร้านนี้จะมีรูปยาและคำอธิบายสรรพคุณให้พร้อม |
ระบบการจ่ายยาของญี่ปุ่นแตกต่างจากเมืองไทยในเรื่องสิทธิของผู้ป่วยที่จะรู้ว่าหมอสั่งยาอะไรให้ตัวเองกิน ใน “ โฉะโฮเซ็น ” และเอกสารอธิบายยาจึงเขียนชื่อยาไว้ชัดเจน ไม่มีการแปลงชื่อเป็นภาษาลาตินอย่างในบ้านเรา (ได้ยินว่าสมัยก่อนที่ญี่ปุ่น หมอจะเขียนใบสั่งยาเป็นตัวจีนยากๆ อ่านไม่รู้เรื่องเช่นกัน) การเขียนชื่อยาเป็นภาษาลาตินที่คนทั่วไปอ่านไม่เข้าใจนั้น อาจเป็นเพราะหากผู้ป่วยทราบชื่อยาก็จะหาซื้อยากินเองซึ่งอาจจะเป็นอันตรายได้ แต่เนื่องจากในญี่ปุ่นมีการควบคุมยาบางประเภทอย่างเข้มงวด ถ้าไม่มีใบสั่งยาจะไม่ขายให้กับผู้ป่วย จึงถึงมือผู้ใช้ยากกว่าในเมืองไทย ดังนั้นถ้าเมืองไทยจะเลิกใช้ภาษาลาติน หันมาใช้ภาษาไทยระบุชื่อยาในใบสั่งยาเพื่อรักษาสิทธิในการรู้ชื่อยาของผู้ป่วย ก็ต้องสร้างมาตรฐานร้านขายยาไม่ให้นำยาอันตรายมาขายตามร้านขายยาทั่วไปง่ายจนเกินไป |
ใบสั่งยา |
เอกสารกำำักับยา |
คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพขยาย |
|
ร้านขายยาที่ต้องมีใบสั่งยานี้ส่วนใหญ่สามารถรับใบสั่งยาจากคลินิกหรือโรงพยาบาลอื่นๆ นอกจากสถานพยาบาลที่ใกล้เคียงกัน (ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นหุ้นส่วนกัน) แต่บางที่ก็อยู่ลึกลับชนิดที่ว่าถ้าไม่มีแผนที่จากคลินิกหมอก็คงไม่รู้ว่ามีร้านนี้อยู่ จึงทึกทักเอาว่าคงจะมีร้านขายยาบางร้านที่บริการเฉพาะคลินิก จริงเท็จอย่างไรต้องถามเภสัชกรที่ญี่ปุ่นอีกที |
โดยทั่วไปค่ายาในญี่ปุ่นจะแพงมาก ทุกคนจึงทำประกันสุขภาพแห่งชาติที่เรียกว่า “ ขกคุมิงเค็งโคโฮะเค็น ” (国民健康保険: kokumin kenkou hoken ) ลักษณะคล้ายประกันสังคมในเมืองไทย ประกันสังคมดังกล่าวจะลดค่ารักษาและค่ายาได้ถึง 60% สิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยอีกอย่างเวลาไปหาหมอก็คือ การพกบัตรประกันสังคมไปด้วย ซึ่งปัจจุบัน ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบบัตรจากสมุดพกที่มีขนาดใหญ่กว่า กระเป๋าเงินเป็นบัตรเพื่อให้พกติดตัวได้ตลอดเวลา |
|
![]() |
บัตรประกันสุขภาพแห่งชาติแบบเก่า |
|
|
บัตรประกันสุขภาพแห่งชาติแบบใหม่
|
ผมเคยลืมพกสมุดพกที่ว่านี้ครั้งหนึ่งระหว่างที่ไปต่างจังหวัด ปรากฏว่าเป็นตาแดงระหว่างเดินทาง ต้องจ่ายค่ายาเป็นหมื่นเยน น้ำตาจะไหลเพราะแพงมากและกำลังอยู่ในระหว่างเดินทางด้วย แต่หากเก็บใบเสร็จค่ารักษาไว้ก็สามารถไปยื่นเรื่องขอส่วนลดค่ารักษาคืนได้ และยิ่งถ้าเป็นนักศึกษาต่างชาติก็สามารถนำในเสร็จในการรักษา (ค่าหมอและค่ายา) ไปทำเรื่องขอเงินช่วยเหลือค่ารักษาได้ในภายหลัง |
| คำศัพท์เพิ่มเติม | |||
| 国民健康保険 | |||
| 国民 | kokumin | ประชาชน | |
| 健康 | kenkou | สุขภาพ | |
| 保険 | hoken | ประกัน | |
| 健康です | kenkou desu | สุขภาพดี | |
| 体調が悪い | taichou ga warui | สุขภาพไม่ดี | |
| 健康にいい | kenkou ni ii | ดีต่อสุขภาพ | |
|
|
| ติดตามอ่านคอลัมน์ " เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น " ได้เป็นประจำที่นิตยสารการศึกษาวันนี้ |
|