เรื่องโดย อัษฎายุทธ ชูศรี

บนรถไฟ มารยาทการใช้โทรศัพท์มือถือก็เป็นสิ่งจำเป็น ป้ายนี้ระบุว่า 「マナーモード」( manaa moodo ) มาจากภาษาอังกฤษว่า “Manner Mode” แปลตรงตัวก็คือ “ ระบบมีมารยาท” หมายถึงให้เปลี่ยนรูปแบบการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นระบบManner

ข้างใต้ระบุเพิ่มเติมว่า 「マナーモードに設定の上、通話はご遠慮ください。」( manaa moodo ni settei no ue, tsuuwa wa go-enryo kudasai ) หมายถึง “ หลังจากตั้งเครื่องเป็นแบบ Manner แล้วให้งดการสนทนาทางโทรศัพท์”


สำนวน 「ご遠慮ください」( go-enryo kudasai ) แปลตรงตัวว่า “ โปรดเกรงใจ” แต่จริงๆ แล้วนิยมใช้ในป้ายห้ามมิให้กระทำสิ่งต่างๆ เช่น ห้ามจอดรถบริเวณนี้ บางที่ก็จะเปลี่ยนคำมาใช้ 「ご遠慮ください」 ซึ่งฟังดูนุ่มนวลกว่า





โดยปกติ ในรถไฟ คนญี่ปุ่นจะต้องการความสงบ แต่ละคนก็จะทำอะไรของตัวเองไปเงียบๆ เช่นมองป้ายโฆษณา , อ่านหนังสือ (ด้วยเหตุนี้หนังสือฉบับพ็อกเก็ตบุ๊คที่เรียกว่า “ บุงโกะ” (文庫: bunko ) จึงขายดี เพราะหยิบจับง่าย ราคาถูก และน้ำหนักเบา) จะมีเสียงคุยก็แต่คนที่ขึ้นมาเป็นกลุ่ม แต่ก็จะคุยเสียงไม่ดัง เมื่อทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ การสนทนาทางมือถืออาจจะรบกวนผู้โดยสารอื่นได้ จึงมีการทำระบบ Manner เป็นระบบปิดเสียงโทรศัพท์ และตั้งให้ผู้โทรเข้าฝากข้อความไว้ และสร้างมารยาทไม่คุยโทรศัพท์บนรถไฟขึ้นมา คนไทยบางคนที่ชินกับเสียงคุยกันจ้อกแจ้กบนรถไฟฟ้าในเมืองไทย อาจจะรู้สึกว่ารถไฟในญี่ปุ่นเงียบมากเกินไป



ที่จริงแล้ว การต้องปิดเสียงโทรศัพท์มือถือบ่อยๆ ก็มีผลกระทบต่อธุรกิจโหลดริงโทนที่ญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ จักคุเมโล” (着メロ: chaku mero ) ซึ่งย่อมาจากคำว่า 「着信」( chakushin : ส่งเข้า )「メロディ」( merodi : เมโลดี้ ทำนอง ) เช่นกัน บริษัทดังกล่าวจึงต้องหันไปผลิตบริการแบบอื่นๆ เช่นจังหวะระบบสั่น หรือรูปส่งเข้าแทน คนญี่ปุ่นจึงไม่ค่อยมีโอกาสจะอวดเสียงริงโทนของตัวเองเหมือนคนไทยเท่าไหร่นัก


着信 : ちゃくしん

chakushin ส่งเข้า
メロディ merodi ทำนอง ( melody)


ปุ่ม 「マナー」 ในมือถือ เมื่อกดแล้วจะเข้าสู่ระบบฝากข้อความ และปิดเสียงสัญญาณทั้งหมดยกเว้นระบบสั่น เวลาขึ้นรถไฟ หรือเข้าไปตามโรงมหรสพต่างๆ ต้องกดปุ่มนี้ทุกครั้ง




ป้ายที่สองคือป้ายที่อยู่ข้างกระจกตรงที่นั่งพิเศษ ที่นั่งดังกล่าวจะอยู่บริเวณหัวหรือท้ายตัวรถแต่ละช่วง เป็นที่นั่งพิเศษ แต่เดิมเรียกว่า 「シルバーシート」( shirubaa shiito ) แปลตรงตัวคือ “ ที่นั่งสีเงิน” ( Silver Seat ) เนื่องจากเป็นที่นั่งที่จัดไว้ให้สำหรับคนชรา แต่ในปัจจุบันได้เพิ่มกลุ่มคนที่สามารถนั่งได้เพิ่มเติม คือ สตรีมีครรภ์ สตรีที่มีทารก และผู้พิการ และในบางสายรถไฟจะเพิ่มผู้ป่วยทางหัวใจด้วย ที่นั่งจะมีสีที่แตกต่างจากที่นั่งปกติ เรียกว่า 「優先席」( yuusenseki ) “ ที่นั่งพิเศษ” ( คำว่า 優先 หมายถึงการคำนึงถึงลำดับก่อนหลัง ) ที่ป้ายมีเขียนเพิ่มว่า 「おゆずりください」( o-yuzuri kudasai ) แปลว่า “ โปรดให้ (ที่นั่ง)”  


「お~ください」( o----kudasai ) เป็นสำนวนที่แปลว่า “ โปรด, กรุณา” มีความสุภาพมากกว่า 「~てください」( --te kudasai )


「ゆずり」( yuzuri ) มาจาก 「ゆずる」( yuzuru ) แปลว่า “ ให้” “ มอบให้”


แม้ว่าจะมีป้ายนี้อยู่ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่คนนั่งเป็นผู้ใหญ่ธรรมดา เนื่องจากคำว่า “ คนชรา” นั้นคลุมเครือ ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าอายุเท่าไหร่จึงจะเป็นคนชรา เพราะคนญี่ปุ่นอายุยืน บางคนถือว่าอายุ 50 ขึ้นไปจึงจะนั่งที่นั่งพิเศษนี้ได้ แต่บางคนก็ถือว่าต้องผมหงอก ต้องดูไม่แข็งแรง ซึ่งก็ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินไม่ได้เพราะคนญี่ปุ่นที่ผมหงอกตั้งแต่อายุ 30 ก็มี นอกจากนี้ยังอาจจะมีการแย่งที่นั่งพิเศษในหมุ่บุคคลที่ได้สิทธิเหล่านี้ด้วย ปกติในรถ 1 ตู้จะมีที่นั่งพิเศษประมาณ 8 ที่ ผู้เขียนเคยเห็นคนชราทะเลาะกับสตรีมีครรภ์เรื่องที่นั่งนี้ แต่สิ่งที่พบเห็นบ่อยกว่านั้นคือคนปกติที่ไปนั่งแล้วไม่ยอมลุกให้นั่ง  


เรื่องของการลุกให้นั่งนี้ คนแก่บางคนก็ไม่อยากนั่ง เพราะนั่งแล้วลุกลำบาก ระยะเวลาการโดยสารรถไฟก็ไม่นาน หลายๆ ครั้ง จึงอาจจะเห็นคนเบียดกันเต็มคันรถ แต่ไม่มีใครนั่งที่นั่งที่ว่างก็มี เพราะว่าเดี๋ยวก็จะลง



เนื่องจากที่นั่งพิเศษนี้ อาจมีผู้ป่วยทางหัวใจนั่งอยู่ด้วย การใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อเมล์ หรือเล่นเกมทางอินเตอร์เน็ตก็อาจจะส่งคลื่นรบกวนต่อการทำงานของเครื่องช่วยบีบหัวใจ ในปัจจุบัน คนขับรถไฟจึงมักประกาศให้ปิดมือถือหากไปยืนอยู่ในบริเวณที่นั่งพิเศษ ส่วนถ้าอยู่เลยจากเขตดังกล่าวสามารถเมล์ หรืออินเตอร์เน็ตได้ตามปกติแต่ห้ามคุยทางโทรศัพท์


นอกเหนือจากมารยาทการคุยโทรศัพท์ต่างๆ และข้อตกลงเกี่ยวกับที่นั่งพิเศษแล้ว ยังมีมารยาทบางเรื่องที่ไม่ได้มีป้ายรณรงค์อย่างชัดเจน เช่น มารยาทในการกินอาหาร โดยปกติหากเป็นรถไฟในเมือง มักถือเป็นเรื่องที่ไม่น่ามอง อาจเป็นไปได้ว่า คนญี่ปุ่นปกติค่อนข้างกินเป็นที่เป็นทาง ไม่เดินกินอย่างคนไทย เวลาขึ้นรถไฟจึงมักไม่มีอะไรติดไม้ติดมือให้กินระหว่างโดยสาร จึงไม่มีป้ายงดรับประทานอาหารบนรถไฟอย่างในเมืองไทย แต่เมื่อลองถามคนญี่ปุ่นหลายๆ คน ให้ความเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ยกเว้นกรณีรถไฟตามชานเมืองที่นานๆ จะมาที หรือบนรถด่วนที่แทบจะไม่จอดให้แวะรับประทาอาหารที่ไหนเลย ผู้โดยสารจะเตรียมอาหารกล่องที่เรียกว่า 「弁当」( bentou ) พกติดขึ้นรถไฟไปด้วย อาหารกล่องส่วนใหญ่ก็มักจะเย็นและจืดชืด เพราะอาหารที่ร้อนๆ เวลากินกลิ่นจะโชย ทำให้รบกวนผู้โดยสารคนอื่น



สำหรับสาวๆ วัยรุ่นญี่ปุ่น ในปัจจุบันก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากเรื่องการแต่งหน้าทาปากในขณะโดยสารรถไฟ ถ้ามองกันจริงๆ แล้วการแต่งหน้าก็เป็นการทำกิจกรรมอย่างเงียบๆ ไม่มีเสียงหรือกลิ่นรบกวน ไม่น่าจะแตกต่างจากการอ่านหนังสือ หรือการเสียบหูฟังฟังเพลงแต่อย่างใด แต่สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว ถือว่าการแต่งหน้าไม่พึงกระทำในที่สาธารณะ เป็นเรื่องที่สาวๆ ญี่ปุ่นพึงละอายที่แต่งหน้า เพราะรถไฟไม่ใช่ในบ้านของตน หรือห้องน้ำที่จะแต่งหน้าทาปากโดยไม่สนใจใคร





กลับหน้าหลัก "เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น"
ติดตามอ่านคอลัมน์ " เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น " ได้เป็นประจำที่นิตยสารการศึกษาวันนี้