![]() |
![]() |
|
|
โดย อัษฎายุทธ ชูศรี |
|
เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน (2007) เป็นวันวัฒนธรรม (文化の日: bunka no hi ) ของญี่ปุ่นครับ ถือเป็นฤกษ์เปิดหนังเรื่องสำคัญของญี่ปุ่น คือ เรื่อง 「 ALWAYS :三丁目の夕日」( Always sanchoume-no-yuuhi ) คำว่า 「三丁目」( sanchoume ) หมายถึงบล็อกที่ ๓ เป็นการเรียกย่านที่มีขนาดใหญ่ย่อยลงไป เช่น ย่านกินซ่า ก็จะมีบล็อกที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ส่วนคำว่า 「夕日」( yuuhi ) หมายถึงอาทิตย์ตกดิน คล้ายกับคำว่า 「夕焼け」( yuuyake ) ที่เคยเสนอไป ที่ว่าจะงดงามยิ่งในฤดูใบไม้ร่วงนี้ |
หนังเรื่อง ALWAYS เรื่องนี้ สร้างขึ้นในปี 2005 เป็นหนังที่สร้างจากการ์ตูน 『三丁目の夕日』( sanchoume-no-yuuhi ) และได้รับรางวัลอคาเดมี่ของญี่ปุ่นหลายรายการรวมทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปีด้วย นอกจากรางวัลที่มากมายแล้ว ยังเป็นหนังในดวงใจของหลายๆ คน เนื่องจากเป็นหนังที่สะท้อนชีวิตคนในสมัยปีโชวะที่ 33 (ปีค.ศ.1958 ) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงในญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก นอกจากจะมีการสร้างหอคอยโตเกียว (東京タワー: toukyou tawaa ) เพื่อเป็นที่ส่งสัญญาณโทรทัศน์ และถือเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในโลกแล้ว ในปีดังกล่าว เป็นช่วงที่รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามที่จะพลิกโฉมอวดนานาประเทศทั่วโลกว่า ตนได้ฟื้นจากสภาพประเทศแพ้สงครามโดยสมบูรณ์แล้ว โดยการอาสาเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิก (オリンピック大会: orimpikku-taikai ) ปี 1964 (อีก 6 ปีต่อมา) อีกด้วย กลิ่นอายของหนังเรื่องนี้จึงอบอวลไปด้วยภาพความทรงจำเก่าๆ ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ดูไปน้ำตาพรากไป ส่วนเด็กๆ ก็จะได้สัมผัสภาพชีวิตสมัยเก่าๆ ลักษณะคล้ายๆ หนังเรื่อง “ แฟนฉัน” ของไทย (แต่ของเขาเก่ากว่ามาก) |
![]() |
![]() |
สำหรับในปีนี้ หนังภาคต่อ (続編: zoku-hen ) ของ ALWAYS ก็กลับมาใหม่ พร้อมประเด็นอื่นๆ ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในภาคที่แล้ว รวมทั้งเนื้อเรื่องบางส่วนที่คนยังค้างคาใจ และเรียกร้องให้สร้างต่อ และหนังก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย |
เล่าเรื่องย่อๆ นิดหนึ่ง สำหรับใครที่กลัวจะสปอยล์ (ネタバレ: neta-bare ) ก็ข้ามย่อหน้านี้ไปครับ เรื่องในภาคแรกนั้นเล่าเรื่องของลูกจ้างสาวชื่อ “ มุตสึโกะ” (六子) ซึ่งเป็นนักเรียนที่ถูกจ้างงานจากต่างจังหวัดเมื่อจบม.ปลาย ให้มาทำงานในโตเกียวที่บริษัทซุซุกิออโต้ของครอบครัว “ ซุซุกิ” (鈴木) ที่ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และลูกชายวัยเด็ก ซึ่งแท้ที่จริงแล้วบริษัทซุซุกิออโต้ก็ไม่ใช่บริษัทรถยักษ์ใหญ่อย่างที่มุตสึโกะ (คนในครอบครัวเรียกว่า “ รกขุ” ) คิด แต่เป็นเพียงร้านซ่อมรถและจักรยานธรรมดา ข้างบ้านเป็นร้านขายของเด็กเล่นของ ชะกาว่า (茶川) ชายที่ได้รับมรดกร้านของเล่นจากครอบครัว แต่เจ้าตัวนั้นใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียน ด้านครอบครัวซุซุกิที่แม้จะไม่รวยแต่ก็เรียกได้ว่ามีเงินมากที่สุดในย่านนี้ จึงมักจะมีของแปลกใหม่ซื้อเข้าบ้าน เช่น ทีวี ตู้เย็น มาให้คนในละแวกนั้นพลอยตื่นเต้นไปด้วย |

| ส่วนทางด้านชะกาว่านั้น ด้วยความที่หลงรักเจ้าของร้านเหล้าชื่อ “ ฮิโรมิ” (ヒロミ) จึงตบปากรับคำรับเด็กกำพร้าชื่อ “ จุนโนะสุเกะ” (淳之介) ที่ฮิโรมิไปเจอมาเลี้ยง แม้ว่าชะกาว่าจะดูเหมือนเป็นยาจกแต่ก็เริ่มรักจุนโนะสุเกะเหมือนลูกตน และไปสารภาพรัก (告白: kokuhaku ) กับฮิโรมิ แม้ว่าฮิโรมิจะตอบรับด้วยความยินดีแต่ว่าในวันรุ่งขึ้นฮิโรมิก็หายตัวไป ชะกาว่าได้รู้ภายหลังว่าเป็นเพราะฮิโรมิต้องไปทำงานเป็นสาวบาร์ใช้หนี้ให้ครอบครัว ความรักของทั้งสองจึงไม่สมหวัง แต่ทุกคนในเรื่องก็ไม่สิ้นหวัง ต่างยืนหยัดที่จะใช้ชีวิตเพื่อวันพรุ่งนี้ที่จะดีกว่า สำหรับเนื้อเรื่องในภาคสองนั้น คนดูก็ได้เห็นตัวละครแต่ละตัวที่ในมุมอื่นๆ มากขึ้น เช่น ครอบครัวซุซุกิที่ดูจะมีความสุขดีนั้น ทั้งพ่อและแม่ต่างก็ได้รับผลกระทบมาจากสงครามโลก ตัวละครอื่นๆ ที่เข้ามาสร้างสีสันเพิ่ม เช่น หนุ่มที่มาหลงรักมุตสึโกะ และเด็กสาวชื่อมิกะ ที่อดลุ้นไม่ได้คือความรักของชะกาว่ากับฮิโรมิที่ไม่สมหวังในภาคแรก จะสมหวังในภาคนี้หรือไม่ |
สิ่งที่หนังเรื่องนี้นำเสนอนอกจากการสะท้อนชีวิตที่เปี่ยมด้วยความหวังของแต่ละคนในยุคนั้นแล้ว ยังไม่ลืมที่จะหยิบประเด็นผลกระทบจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดของญี่ปุ่นในช่วงนั้น เพื่อจะเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกในอีก 5 ปีต่อมา เช่น การตามหาแรคคูน (狸: tanuki ) สัตว์ป่าที่เคยอยู่ในละแวกบ้านที่นับวันจะเริ่มหายไปหลังจากที่เริ่มมีการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการสร้างสาธารณูปโภคใหม่ๆ หลายอย่างที่เห็นในหนัง เช่น รถไฟด่วนชิงกันเซน (新幹線: shinkansen ) สนามบินฮาเนดะ (羽田空港: haneda-kuukou ) ทางด่วน (高速道路: kousoku-douro ) ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางในประเทศให้สะดวก ให้คนต่างชาติไปยังเมืองอื่นๆ หรือภายในเมืองได้ง่าย |

ในภาคแรกนั้น หนังใช้ซีจีสร้างภาพการสร้างหอคอยโตเกียวซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในตอนจบของเรื่อง เป็นสถานที่สัญลักษณ์ของเรื่องเหมือนเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้ตัวละครยืนหยัดที่จะสู้ต่อไป แต่สำหรับในภาคนี้นั้น หนังใช้สะพาน “ นิฮ่มบะฉิ” 「日本橋」( nihombashi ) เป็นสถานที่สัญลักษณ์ของเรื่อง โดยสถานที่นี้เคยเป็นศูนย์กลางการค้าปลามาแต่สมัยโบราณ แต่พอจะมีโอลิมปิก การค้าปลาก็ถูกย้ายไปอยู่สึคิจิ (築地: tsukiji ) แต่บริเวณสะพานนิฮ่มบาฉิยังเป็นแหล่งการค้าที่สำคัญของญี่ปุ่น ที่สะพานแห่งนี้เป็นที่ที่ตัวละครบางตัวได้สัญญารักกัน และได้พบกันหลังจากพลัดพรากกัน และตัวละครบางตัวก็ได้ใช้ช่วงเวลาที่มีความสุขร่วมกัน ภายใต้แสงอาทิตย์ยามสนธยาที่งดงามที่สะท้อนกับแม่น้ำ สำหรับคนต่างชาติดูแล้วคงไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่สำหรับคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะคนโตเกียวนั้นรู้ดีว่า ภาพดังกล่าวไม่มีวันหาดูได้อีกแล้ว เพราะหลังจากในช่วงนั้นจะมีการสร้างทางด่วนคร่อมแม้น้ำและสะพานนิฮ่มบาฉิ (เพื่อกีฬาโอลิมปิก) ทำให้สะพานแห่งนี้ไม่มีวันโดนแสงอาทิตย์อีกจนทุกวันนี้ ข้อนี้ถือเป็นแง่ลบให้เห็นว่า การพัฒนาบางจุดอย่างก้าวกระโดดทำให้ไม่มีเวลาไตร่ตรองความสูญเสียที่จะตามมา |
![]() |
![]() |
สะพาน “ นิฮ่มบะฉิ” |
|
ในปัจจุบัน มีนักการเมืองหลายคนพยายามจะยกเรื่องการทำทางด่วนให้มุดลอดใต้สะพานนิฮ่มบาฉิ เพื่อให้สะพานแห่งนี้ได้โดนแสงอาทิตย์อีกครั้งมาเป็นจุดขายในการหาเสียง และก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างดี และคนที่ชมหนังเรื่องนี้จำนวนไม่น้อยก็คงมีความรู้สึกนั้นคล้อยตาม ในอนาคตเราจึงอาจจะได้เห็นฉากมองอาทิตย์ที่สะพานนิฮ่มบาฉิของแท้อีกโดยไม่ต้องจัดฉากจำลองหรือใช้ซีจีช่วย |
|
|
| ติดตามอ่านคอลัมน์ " เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น " ได้เป็นประจำที่นิตยสารการศึกษาวันนี้ |
|