![]() |
![]() |
โดย
ชลวิช นัทธี |
| ใครที่เคยไปประเทศญี่ปุ่นคงจะรู้ดีว่าประเทศนี้ใช้ภาษาประจำชาติของตนเองเป็นหลัก
เรียกได้ว่าออกจากสนามบินแล้ว ไม่ว่ามองไปทางไหน ก็จะเจอแต่ตัวอักษรญี่ปุ่นตามป้ายต่างๆ
เต็มไปหมด ซึ่งสร้างความลำบากให้ชาวต่างชาติอย่างพวกเราไม่น้อย แต่อย่างไรก็ดี
ผมคิดว่าป้ายเหล่านี้มีประโยชน์ไม่น้อยในการฝึกภาษาสำหรับคนที่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่
ๆ เพราะถ้าได้เห็นบ่อย ๆ ก็จะจำได้ และถ้าลองหาความหมายซักหน่อยจะได้ศัพท์เพิ่มขึ้นไปในตัว
ผมเองก็มักจะอ่านป้ายตามทางเสมอๆ แต่ก็ไม่ได้ขยันขนาดที่เปิดหาศัพท์กันทุกคำที่เห็น
แต่ถ้าป้ายไหน คำไหนเห็นบ่อย ๆ เข้าก็จะเริ่มอยากรู้ว่ามันแปลว่าอะไรกันแน่
แล้วก็ต้องไปค้นหาความหมายในที่สุด นอกจากนี้เนื่องจากภาษาญี่ปุ่นนั้นจะใช้ตัวอักษรจีน (ในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า ตัวคันจิ) ที่มีจำนวนหลายพันตัว และเป็นปัญหาหลักสำหรับคนเริ่มเรียน เพราะจะต้องจำตัวอักษรเหล่านี้ให้ได้จึงจะเข้าใจความหมายของคำได้ การท่องจำก็มีส่วนช่วย แต่บางครั้งการเห็นตัวอักษรนั้นบ่อยๆ ก็ช่วยให้จำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้เราคงไม่จำเป็นต้องจำคันจิให้ได้ทุกตัว เพียงแค่จำตัวที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป ก็เพียงพอสำหรับการติดต่อสื่อสารแล้ว ดังนั้นในคอลัมน์นี้ผมก็จะนำป้ายต่างๆ ที่น่าสนใจและพบเห็นได้ทั่วไปมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งคงจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังเรียนหรือคิดจะเรียนภาษาญี่ปุ่นไม่น้อย |
![]() |
เริ่มจากป้ายแรกเป็นเรื่องใกล้ตัวหน่อยคือเกี่ยวข้องกับการศึกษา
ป้ายนี้คือป้ายชื่อมหาวิทยาลัยโอซาก้า จะเห็นว่าประกอบด้วยตัวอักษร 4 ตัว
ทั้งหมดเป็นตัวคันจิ ตัวอักษรเหล่านี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 คำ คือ 大阪(oo-saka) 大学(dai-gaku) 大阪 เป็นชื่อของมหาวิทยาลัยซึ่งตั้งตามที่ตั้งคือในจังหวัดโอซาก้า 大学 แปลว่ามหาวิทยาลัย |
| ที่นี้เรามาดูรายละเอียดของตัวคันจิที่ใช้
จะเห็นว่าสองคำนี้ใช้ตัวคันจิร่วมกันคือตัว 大 ซึ่งแปลตามอักษรว่าใหญ่
ในกรณีของ 大阪 นั้น 阪 (さか)แปลว่าเนินหรือทางชัน รวมกันแล้วจึงหมายถึงเนินใหญ่
ซึ่งก็เป็นจริงตามชื่อ เพราะที่นี้มีเนินเต็มไปหมด จะขี่จักรยานหรือเดินไปไหน
ก็ไม่พ้นต้องขึ้นเนินลงเนินกันตลอด ส่วน 学 (がく) นั้นแปลว่าศึกษาเล่าเรียน 大学 จึงแปลว่าการศึกษาระดับสูง หรือมหาวิทยาลัย จะเห็นว่าตัวอักษร 大 นี้ออกเสียงต่างกันซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของภาษาญี่ปุ่นที่ตัวคันจิแต่ละตัวจะสามารถออกเสียงได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับการนำไปประสมคำ เหมือนในกรณีนี้ที่ 大 ออกเสียงว่า โอ หรือ ได ก็ได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะญี่ปุ่นรับตัวอักษรจีนในขณะที่ญี่ปุ่นมีภาษาของตนเองอยู่แล้ว เมื่อนำตัวอักษรจีนมาใช้ จึงนำความหมายมาเทียบกับเสียงในภาษาญี่ปุ่นที่มีอยู่เดิม ในขณะเดียวกันก็รับวิธีออกเสียงจากภาษาจีนมาใช้ด้วย ตัวอักษรแต่ละตัวจึงมีวิธีออกเสียงหลายแบบ แต่หลักๆ แล้วจะมีสองแบบคือเสียงญี่ปุ่นกับเสียงจีน |
ทีนี้พอพูดถึง 大学 ที่แปลตามตัวว่าการศึกษาระดับสูงแล้ว ถ้าลองเปลี่ยนตัวคันจิจากตัว 大 ไปเป็นตัวอื่นๆ บ้าง เช่น 小 ที่แปลว่าเล็ก หรือ 中 ซึ่งแปลว่ากลาง ก็จะได้คำว่า |
| 小学 (shou-gaku) | ซึ่งหมายถึงการศึกษาระดับต่ำ หรือประถมศึกษา ( 6 ปี ) |
| 中学 (chuu-gaku) | จะแปลว่าการศึกษาระดับกลางหรือมัธยมศึกษา แต่ทั่วไปหมายถึงมัธยมศึกษาตอนต้น (3 ปี) |
| 高等中学(kou-tou-chuu-gaku) | จะหมายถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย (3 ปี) คำว่า 高等 นั้นแปลว่าระดับสูง |
| อย่างไรก็ดีคนญี่ปุ่นจะเรียกโรงเรียนมัธยมปลายว่า
高等学校 (kou-tou-gak-kou) 学校 (gak-kou )นั้นแปลว่าโรงเรียน ดังนั้นโรงเรียนประถมก็จะเรียกว่า 小学校 (shou-gak-kou) โรงเรียนมัธยมต้นก็เป็น 中学校 (chuu-gak-kou) ทีนี้ถ้าพูดถึงนักเรียน ภาษาญี่ปุ่นจะใช้ว่า 学生 (gaku-sei) 生 มีความหมายว่ามีชีวิต อะไรก็ตามที่ลงท้ายด้วย 生 มักจะหมายถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอักษรข้างหน้า เหมือนกรณีนี้ก็หมายถึงคนที่เรียนหนังสือ ก็คือนักเรียนนั่นเอง ที่นี้ถ้าเป็นนักเรียนประถม นักเรียนมัธยม ผมคิดว่าทุกคนคงพอเดาได้ แต่มีแปลกออกไปหน่อย สำหรับนักเรียนมัธยมปลาย จะเรียกว่า 高校生 ( kou-kou-sei ) ภาษาก็เป็นอย่างนี้แหละ มีข้อยกเว้นบ้างเป็นธรรมดา ถ้าเป็นไปตามกฎทั้งหมดก็คงไม่ใช่ภาษามนุษย์ แต่อาจจะเป็นภาษาสำหรับคอมพิวเตอร์ |
![]() |
||
![]() |
กระเป๋านี้เรียกกันว่า ランドセル (ran-do-se-ru) ว่ากันว่าเป็นคำมาจากภาษาดัทช์คำว่า ransel ซึ่งแปลว่ากระเป๋าสะพายข้างหลัง เริ่มใช้ครั้งแรกในสมัยจักรพรรดิเมจิ (ประมาณรัชกาลที่ 5) โดยเริ่มจากพระโอรสองค์โต (ซึ่งต่อมาก็คือจักรพรรดิไทโช) ของพระจักรพรรดิก่อน แล้วก็นิยมแพร่หลายกันไปทั่วประเทศ จนกลายเป็นธรรมเนียมที่นักเรียนประถมจะต้องใช้กระเป๋านักเรียนแบบนี้เหมือนๆ กัน ซึ่งพ่อแม่หรือบางทีปู่ย่าตายายซื้อให้เป็นของขวัญเนื่องในโอกาสที่เข้าโรงเรียน นักเรียนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะใช้กระเป๋านี้ใบเดียวตั้งแต่ป.1 จนถึง ป.6 นับว่าทนทานและคุ้มค่าดีทีเดียว |
| สุดท้ายนี้มีอีกเรื่องหนึ่งที่นึกถึงก็คือคนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับการศึกษามาก
เรียกว่าเรียนรู้กันตลอดชีวิต คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ถึงแม้จะเรียนจบทำงานแล้ว
ถ้ามีเวลาว่าง ก็มักจะทำงานอดิเรกที่สนใจ หรือไม่ก็เรียนรู้เรื่องที่สนใจ
อย่างที่เคยได้พบมาก็คือมีคุณป้าคนหนึ่งซึ่งให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยทุกปี
แล้วทุนนี้ก็มีเงื่อนไขให้นักเรียนที่รับทุนส่งจดหมายมาหาคนให้ทุนทุกปี ซึ่งก็จะเขียนมาเป็นภาษาไทย
คุณป้าแกอ่านไม่ออกก็เลยมาขอให้รุ่นพี่ของผมช่วยแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นให้ ต่อมาคุณป้าแกก็เลยมาขอให้สอนภาษาไทยให้แกเลยต่อไปจะได้อ่านเองได ้ อีกเรื่องหนึ่งที่เพิ่งดูจากสารคดีทางโทรทัศน์ก็คือคุณยายอายุ 87 ปีแล้ว ไปที่โรงเรียนประถมเพื่อไปขอเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เพราะเหตุว่าอยากเรียนมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ไม่มีโอกาสเพราะต้องช่วยที่บ้านทำงาน ในสารคดีก็จะมีภาพคุณยายออกมาแก้ปัญหาบวกลบเศษส่วนหน้าชั้นให้เพื่อนร่วมชั้นที่เป็นหลานๆ ดู แล้วคุณยายก็ไปเรียนทุกวันเป็นเวลาสองปีจนจบ แล้วโรงเรียนก็เลยออกใบประกาศให้ว่าคุณยายได้จบการศึกษาคณิตศาสตร์สำหรับระดับประถมศึกษาแล้ว ทุกวันนี้คุณยายก็ยังเรียนหนังสืออยู่ แต่เรียนทางไปรษณีย์ ดูสารคดีนี้แล้วก็คิดถึงตัวเองที่บางทีขี้เกียจก็ไม่อยากเรียนแล้วก็เกิดความคิดให้พยายามเรียนต่อไป... |
|
|
| ติดตามอ่านคอลัมน์ " เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น " ได้เป็นประจำที่นิตยสารการศึกษาวันนี้ |
|