![]() |
![]() |
|
|
โดย
ชลวิช นัทธี |
|
| สัปดาห์นี้ขอพูดถึงเรื่องชาซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เพราะนิยมดื่มกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งยังมีให้เลือกหลายประเภท ในภาษาญี่ปุ่น คำที่มีความหมาย น้ำชา ว่า ชะ ( 茶 ) แต่เวลาพูดจะนิยมเรียกว่า โอะชะ ( お茶 ) โดย โอะ ไว้ข้างหน้าเป็นทำให้เป็นคำสุภาพ ซึ่งจะใช้เวลาพูดกับผู้ใหญ่ คนที่อาวุโสกว่า หรือคนที่ไม่รู้จัก ไม่สนิทสนม ดังนั้นในบทสนทนาก็มักจะได้ยินแต่คำว่า โอะชะ |
| ในภาษาญี่ปุ่นสำหรับคำนาม
เวลาต้องการทำให้เป็นคำสุภาพ มักจะเติม โอะ ( お
) หรือ โกะ ( ご ) ไว้ข้างหน้า แต่ทั้งสองคำไม่ค่อยนิยมเขียนเป็นตัวคันจิสักเท่าไหร่
ซึ่งจริง ๆ แล้วใช้คันจิตัวเดียวกัน คือตัว 御 เนื่องจากลักษณะของคันจิที่แต่ละตัวสามารถออกเสียงได้หลายแบบ
ขึ้นอยู่กับตัวอักษรที่เอาไปประสมด้วย ในกรณีนี้ก็ค่อนข้างเดายากเพราะ 御
จะเอาไปเติมข้างหน้าคำนามเพื่อทำให้สุภาพ ส่วนใหญ่ก็เลยต้องจำอย่างเดียว
อย่างเช่น ในกรณีนี้ ชะ จะอ่านว่าโอะ เลยกลายเป็น โอะชะ หรือ ถ้าเป็นน้ำดื่ม ซึ่งปกติคือ มิซึ ( 水 ) ก็จะเรียกว่า โอะมิซึ ( お水 ) แต่เวลาพูดถึงข้าวสวย ปกติจะเรียกว่า เมะชิ ( 飯 ) แต่เวลาทำให้เป็นคำสุภาพจะเรียกว่า โกะฮัง ( ご飯 ) นับว่าค่อนข้างสับสนทีเดียว เพราะตัว 飯 ก็ออกเสียงเปลี่ยนไปด้วย แต่ถ้าจะเริ่มจำผมแนะนำว่าจำเฉพาะคำสุภาพอย่างเดียวเลยก็ได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วใช้บทสนทนาภาษาญี่ปุ่นจะใช้คำสุภาพมากกว่า 90% |
| พูดถึงเรื่องข้าวสวยแล้วขอนอกเรื่องนิดนึง มีเรื่องแปลกๆ เวลาไปร้านอาหารแล้วต้องการสั่งข้าวสวยต่างหาก คือถ้าเป็นอาหารญี่ปุ่น ใส่ข้าวในถ้วยแล้วกินด้วยตะเกียบ เวลาสั่งจะเรียกว่า โกะฮัง แต่ถ้าไปร้านอาหารฝรั่ง ข้าวสวย (หุงอย่างเดียวกัน) จะใส่จานแล้วกินด้วยส้อม (บางทีก็ใช้ตะเกียบ) เวลาสั่งจะต้องบอกว่าขอ ไรซึ ( ライス ) ซึ่งเป็นคำต่างประเทศ มาจาก rice ในภาษาอังกฤษ ตอนมาอยู่ญี่ปุ่นใหม่ ผมเคยไปร้านอาหารฝรั่งกับรุ่นพี่แล้วไปสั่งข้าวว่า โกะฮัง พนักงานของร้านเขาก็ทำหน้างงๆ สักพัก ก่อนจะพูดมาว่า "อ๋อ ไรซึ เหรอ" เล่นเอาผมงงไปเลย |
นอกเรื่องไปเยอะแล้ว
ขอวกกลับมาพูดเรื่องชาต่อล่ะกันครับ ปัจจุบันคนไทยนิยมดื่มชาญี่ปุ่นที่เรียกกันว่าชาเขียวกันมาก
อาจจะด้วยสรรพคุณต่างๆ ซึ่งผมสังเกตจากโฆษณา ในภาษาญี่ปุ่นนั้นชาแต่ละชนิด
จะมีชื่อเรียกต่างกันสำหรับชาเขียวที่ชงกับน้ำร้อนนั้น จะเรียกว่า เรียะคุชะ
( 緑茶 ) ตัว 緑 ถ้าอยู่เดี่ยวๆ
จะอ่านว่า มิโดะริ แปลว่า สีเขียว เรียะคุชะก็เลยแปลว่าชาเขียวนั่นเอง |
| แต่สำหรับชาเขียวที่เอาผสมในขนม
ไอศกรีม หรือชงกับนม จะเรียกว่า มัทชะ (抹茶) 抹 แปลว่าตามตัวว่า
ป่นให้เป็นผง ชื่อมัทชะนั้นมาจากกรรมวิธีที่สุดท้ายจะนำใบชามาปนให้เป็นผง เวลาทำไปผสมกับขนมก็เลยได้สีเขียวค่อนข้างเด่นชัด พูดถึงชาแล้วทราบกันหรือไม่ครับว่าชาต่างๆ นั้น ใช้วัตถุดิบจากคือใบชาจากต้นชาแบบเดียวกัน (จะต่างกันบ้างเล็กน้อย เนื่องจากสถานที่ปลูก อยู่ในภูมิประเทศและภูมิอากาศที่ไม่เหมือนกัน) แต่สิ่งที่ทำให้ชาที่เราดื่มมีหลายประเภทก็คือกรรมวิธีการทำ ถ้าเป็นชาเขียวประเภทเรียะคุชะจะหลังจากเก็บใบชามาก็จะนำมาอบ (หรือคั่ว) ให้แห้งทันทีเพื่อไม่ให้เกิดการหมัก ทำให้ใบชาที่ได้ยังมีสีเขียวอยู่ ถ้าเป็นชาจีนก็จะหมักทิ้งไว้ให้เปลี่ยนสีประมาณครึ่งหนึ่ง ชาที่ได้ก็เลยจะมีสีเข้มกว่า ในญี่ปุ่นก็นิยมดื่มชาจีนที่เรียกว่า อูลองชะ (ウーロン茶) ซึ่งเรียกตามเสียงในภาษาจีน ประเภทสุดท้ายคือชาฝรั่ง (ที่ใช้ทำชาเย็นหรือชาดำเย็น) ทำจากใบชาที่ผ่านการหมักเต็มที่ เลยได้น้ำชาที่มีสีเข้มที่สุด ในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกว่า โคชะ (紅茶) ตามสีของน้ำชา เพราะ 紅 แปลว่าสีน้ำตาลแดง นอกจากชาสามประเภทหลักๆ นี้แล้ว ในญี่ปุ่นยังมีชาอีกหลายประเภท แล้วโดยอาจจะมีการนำสิ่งอื่นๆ นอกจากใบชามาผสมด้วย เช่น เก็มไมชะ (玄米茶 ) คือชาที่ผสมข้าวคั่ว ( เก็มไม ) หรือ โฮจิชะ (ほうじ茶) คือชาที่คั่วด้วยไฟแรง ทำให้มีกลิ่นแตกต่างเฉพาะตัว เรียกได้ว่าถ้ามาอยู่ในญี่ปุ่นแล้ว สามารถเลือกดื่มชาได้ไม่ซ้ำกันในหนึ่งอาทิตย์เลยล่ะครับ เพราะนอกจากจะมีชาหลายประเภทแล้วยังมีขั้นตอนการชงที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ได้ลดชาต่างกันไปอีกด้วย น้ำชาสำเร็จรูปที่ขายเป็นขวดส่วนใหญ่ระบุไว้ให้ด้วยว่าใช้ชาอะไร แล้วชงด้วยน้ำร้อนที่อุณหภูมิเท่าไหร่ นอกจากนี้ยังมีชาประเภทที่ไม่ใช้ใบชา แต่คนญี่ปุ่นเรียกว่าชาอีกด้วย เช่น มุกิชะ (麦茶) ซึ่งเป็นชาที่สำหรับข้าวสาลีคั่ว (มุกิแปลว่าข้าวสาลี) ชาชนิดนี้นิยมดื่มตอนเย็นในฤดูร้อนครับ |
![]() |
พูดเรื่องชาญี่ปุ่นแล้ว
มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับชาในญี่ปุ่น คือ พิธีชงชา หรือ ชะโด (茶道)
ซึ่งเป็นมารยาท หรือธรรมเนียมปฏิบัติในการชงชา (มัทชะ) ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ
โดยมีการกำหนดขั้นตอน วิธีการ รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ค่อนข้างละเอียด และซับซ้อน
อย่างไรก็ดี แต่ละขั้นตอนก็มีความหมายที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนานิกายเซ็น
ซึ่งเน้นไปที่การฝึกจิตใจให้สงบ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่งก็ได้
ถ้าดูที่ความหมายของคำ ตัวคันจิ 道 จะมีความหมายง่ายๆ
ว่า ถนน แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะแปลว่า หนทางหรือแนวทางได้เช่นกัน พิธีชงชานี้จึงเป็นเหมือนแนวทางฝึกจิตที่ผสมผสานไปกับการชงชา |
|
|
| ติดตามอ่านคอลัมน์ " เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น " ได้เป็นประจำที่นิตยสารการศึกษาวันนี้ |
|