โดย ชลวิช นัทธี


สัปดาห์ที่แล้วเล่าถึงเรื่องรถไฟในญี่ปุ่นไปหลายเรื่องแล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องรถไฟที่มีผลต่อชีวิตของคนญี่ปุ่น ที่นี้ถ้าพูดถึงรถไฟญี่ปุ่น ผมคิดว่าทุกคนก็คงนึกถึงรถไฟความเร็วสูงที่เรียกว่า ชินคันเซ็น (新幹線) )


新幹線  ( shinkansen ) ถ้าจะให้แปลตามตัวก็คงจะแปลว่า รถไฟสายหลักสายใหม่
    : shin แปลว่าใหม่
  幹線  : kansen แปลว่า (รถไฟ) สายหลัก ( แปลว่า หลัก,ลำต้น แปลว่า เส้น ,สาย)

เพราะรถชินคันเซ็นนี้จะวิ่งอยู่บนรางที่ออกแบบมาโดยเฉพาะคือกว้างกว่ารางรถไฟปกติ ซึ่งทำให้วิ่งได้เร็วมากขึ้น ก็เลยจะต้องทำรางใหม่ทั้งหมด

รถไฟหัวกระสุนนี้มีเริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 1964 ซึ่งเป็นปีที่มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว โดยเริ่มต้นเชื่อมระหว่างโตเกียวกับโอซาก้า ต่อมาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันเชื่อมเมืองใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นเกือบครบทุกเมืองแล้ว


ด้วยเหตุที่รางรถไฟต้องทำใหม่ทั้งหมด ทำให้มีบางเมืองที่สถานีรถไฟเก่าคับแคบไม่สามารถทำรางเพิ่มได้ ก็เลยต้องสร้างสถานีใหม่เพื่อรองรับรถชินคันเซ็นโดยเฉพาะ เวลาตั้งชื่อสถานีใหม่ก็จะใส่คำว่า ชิน (新) ที่แปลว่าใหม่ ไว้ข้างหน้า เช่นที่โอซาก้า เวลาจะขึ้นรถชินคันเซ็นก็ต้องไปที่สถานีชินโอซาก้า (新大阪駅)หรือ สถานีโอซาก้าแห่งใหม่

และด้วยความเร็วของรถชินคันเซ็น คือ ใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงครึ่งจากโตเกียวไปโอซาก้า ในขณะที่รถไฟธรรมดาใช้เวลาหกชั่วโมง ก็เลยทำให้ค่าโดยสารค่อนข้างแพง แพงกว่านั่งเครื่องบินอีกครับ เพราะถ้าใช้เครื่องบินสนามบินก็อยู่ไกลจากตัวเมือง กว่าจะนั่งรถไปถึงสนามบิน ไหนจะต้องจองตั๋วไว้ล่วงหน้า แถมก่อนจะขึ้นก็ต้องโดนตรวจหลายๆ อย่าง ทำให้เสียเวลาไปเยอะกว่าทั้งๆ ที่เครื่องบินใช้เวลาบินจากโตเกียวไปโอซาก้าไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง แต่ถ้าใช้รถไฟสถานีก็อยู่เกือบๆ ใจกลางเมือง แถมไปถึงสถานีซื้อตั๋วปุ๊บก็ขึ้นได้ทันที ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก ด้วยเหตุนี้ก็เลยทำให้มีคนนิยมใช้บริการรถชินคันเซ็นมากกว่าเครื่องบิน ทำให้ต้องลดราคาตั๋วเครื่องบินลงเพื่อดึงคนให้มาใช้บริการ

อย่างไรก็ดีรถชินคันเซ็นก็ยังมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับ จำนวนสถานีที่จอดระหว่างทาง กับความเร็วสูงสุดที่สามารถวิ่งได้ ทำให้ราคาค่าโดยสารแตกต่างกัน ก็เลยกำหนดชื่อเรียกประเภทของรถไว้แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่จะตั้งให้มีความหมายเกี่ยวข้องความเร็วทั้งนั้น เช่น ฮิกะริ ひかり ที่แปลว่า แสง หรือ โคดะมะ こだま ที่แปลว่า เสียงสะท้อน หรือ โนโซมิ のぞみ ซึ่งแปลว่า ความหวัง  


พูดถึงแต่รถไฟมาเยอะแล้ว เล่าเรื่องเกี่ยวกับสถานีรถไฟบ้างดีกว่า สถานีรถไฟจะเรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า เอกิ (駅) และเนื่องจากภาษาญี่ปุ่นเอาชื่อเฉพาะหรือคำขยายวางไว้ข้างหน้า ชื่อสถานีเช่น สถานีโตเกียว ก็จะเรียกว่า โตเกียวเอกิ (東京駅) สำหรับสถานีโตเกียวนั้นเป็นเหมือนศูนย์กลางรถไฟของประเทศญี่ปุ่น คงคล้ายกับสถานีหัวลำโพง คือ รถไฟเชื่อมระหว่างจังหวัดทุกสาย ไม่ว่าจะไปทางเหนือ หรือทางใต้ จะมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่สถานีนี้ทั้งหมด นอกจากนี้มีลักษณะที่คล้ายหัวลำโพงมีอย่างหนึ่งคือตัวอาคารของสถานีเป็นตึกที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตก อาจจะเป็นเพราะเป็นสถานีแรกสุดของรถไฟในญี่ปุ่นกระมัง เลยสร้างตามแบบตะวันตก


สถานีรถไฟโตเกียว


ไหนๆ พูดถึงโตเกียวแล้ว ขอพูดถึงสถานีโอซาก้าบ้าง สถานีนี้มีความแปลกประหลาดคือ สถานีโอซาก้า เป็นชื่อของสถานีรถไฟของบริษัทเจอาร์ หรืออดีตการรถไฟแห่งประเทศญี่ปุ่น (ซึ่งโดนแปรรูปเป็นบริษัทเอกชนไปแล้ว) แต่สถานีรถไฟของบริษัทอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน กลับใช้ชื่อว่า สถานีอุเมะดะ (梅田) ตามชื่อย่านนั้น (梅 แปลว่า บ๊วย 田 แปลว่า ที่นา) ซึ่งโดยปรกติแล้วสถานีรถไฟแม้ว่าจะเป็นของบริษัทต่างกัน ถ้าอยู่บริเวณเดียวกันก็มักจะตั้งชื่อให้เหมือนๆ กัน จะได้เข้าใจได้ง่าย พอชื่อสถานีโอซาก้าไม่เหมือนกันสร้างความงุนงงกับคนที่เพิ่งไปโอซาก้าพอสมควร อย่างที่เคยได้ยินมาคือ มีรุ่นพี่คนหนึ่งเรียนอยู่ที่โตเกียว มีวันหนึ่งต้องไปเสนอผลงานที่โอซาก้า ไหนๆ ก็ได้ไปแล้ว ก็เลยนัดกับเพื่อนที่เรียนอยู่ที่นั่นมาเจอกันหน่อย ปรากฏว่าเพื่อนก็นัดให้มาเจอกันที่สถานีอุเมะดะ แต่รุ่นพี่ของผมแกใช้บริการของเจอาร์ แล้วก็เช็คจากแผนที่สายรถไฟแล้วว่าต้องไปลงที่สถานีโอซาก้าก่อน แล้วถึงจะไปสถานีอุเมะดะได้ แต่พอไปถึงก็หาไม่เจอด้วยความที่เข้าใจว่าสถานีแถวนั้นทั้งหมดคือสถานีโอซาก้า เลยต้องหากันอยู่นานกว่าจะรู้ว่า แท้จริงแล้วสถานีโอซาก้า กับอุเมะดะคือที่เดียวกัน


อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานีรถไฟคือความเป็นระเบียบของคนญี่ปุ่นในใช้บันไดเลื่อนในสถานี เนื่องจากแต่ละคนเร่งรีบต่างกัน คนที่ไม่รีบก็จะยืนชิดด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งก็ดูเป็นเรื่องที่ดี เพราะคนที่ไม่รีบก็ไม่จำเป็นต้องเดิน เพียงแต่ยืนตามบันไดเลื่อนไป ส่วนคนที่กำลังรีบไปขึ้นรถไฟให้ทันขบวนที่ต้องการ ก็สามารถเดินขึ้นไปก่อนได้ โดยไม่ขวางทางกัน ผมถ่ายรูปการใช้บันไดเลื่อนของสองที่มาให้ดูครับ ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าเขายืนชิดคนละด้านกัน ที่ยืนชิดซ้ายถ่ายมาจากสถานีแถวโตเกียว (ขอขอบคุณคุณพงศกร พรรณรัตนศิลป์สำหรับภาพ) ส่วนที่ชิดขวาถ่ายมาจากสถานีแถวโอซาก้า
โตเกียว : ชิดซ้าย
โอซาก้า : ชิดขวา

ว่ากันว่าเดิมคนโอซาก้าก็ยืนชิดซ้ายเหมือนคนโตเกียวแหละครับ แต่ในปี 1970 ซึ่งเป็นปีที่โอซาก้าเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Exposition ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าระดับโลก คณะกรรมการจัดงานปีนั้นก็เลยไปสำรวจกันว่าประเทศต่างๆ ในโลก ส่วนใหญ่ยืนชิดด้านไหนกัน แล้วก็สรุปได้ว่าประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ยืนชิดขวา ก็เลยเกิดการรณรงค์ให้เปลี่ยนมายืนชิดขวาแทน แล้วก็ติดมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นความแตกต่างอีกอย่างหนึ่งระหว่างเขตคันโต(จังหวัดละแวกโตเกียว) กับเขตคันไซ(จังหวัดละแวกโอซาก้า) ส่วนเรื่องอื่นๆ ไว้ถ้ามีโอกาสจะมาเล่าเพิ่มเติมครับ




อ่านเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
อยู่ญี่ปุ่น : ระบบคมนาคมในญี่ปุ่น
Ohayo Tokyo : ตอนหัดขึ้นรถไฟ

ดูเว็บไซท์ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
Japan Railways : เว็บไซท์ของบริษัท Japan Railways หรือ JR



กลับหน้าหลัก "เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น"
ติดตามอ่านคอลัมน์ " เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น " ได้เป็นประจำที่นิตยสารการศึกษาวันนี้