![]() |
![]() |
|
|
โดย
ชลวิช นัทธี |
![]() |
สัปดาห์นี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศจากป้ายที่มีตัวหนังสือเป็นป้ายสัญลักษณ์แทนครับ
ป้ายแบบนี้จะพบเห็นได้ทั่วๆ ไป ในประเทศญี่ปุ่น สัญลักษณ์ที่เป็นเส้นตรงแนวนอนสองเส้น
ต่อกับเส้นตรงแนวตั้งนี้ (〒) เป็นสัญลักษณ์ของไปรษณีย์ ซึ่งเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า
ยูบิง (郵便) ส่วนที่มาของสัญลักษณ์ว่ากันว่า เดิม(ในสมัยเมจิ ประมาณรัชกาลที่ 5) หน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นไปรษณีย์มีชื่อว่า เทชินโช ( 逓信省 ) ก็เลยนำตัวคะตะคะนะที่อ่านว่า เทะ ( テ ) มาดัดแปลงเป็นสัญลักษณ์ แล้วก็ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากจะเห็นป้ายนี้ติดอยู่ตามที่ทำการไปรษณีย์แล้ว สัญลักษณ์ 〒 ยังใช้เวลาเขียนบอกรหัสไปรษณีย์เวลาเขียนที่อยู่ด้วย |
| พูดถึงที่อยู่แล้วทำให้นึกถึงลักษณะของภาษาญี่ปุ่นอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ ที่ เวลาเขียนที่อยู่ จะเริ่มจากเล็กไปใหญ่ คือ เริ่มจากบ้านเลขที่ ตำบล อำเภอ จังหวัด แต่ญี่ปุ่นจะเริ่มจากใหญ่ไปเล็ก เช่นที่อยู่ของมหาวิทยาลัยของผมจะเขียนว่า 〒152-8552 โตเกียว-โตะ เมกุโระ-ขุ โอโอะคะยะมะ 2-12-1 คำที่ทำเป็นตัวหนาไว้ คือ คำที่บอกลักษณะของเขต |
|
都 |
โตะ |
แปลตามตัวว่า มหานคร หรือ เมืองหลวง คำนี้ใช้กับโตเกียวที่เป็นเมืองหลวงเท่านั้น | |
|
県 |
เคง |
ถ้าเป็นจังหวัดทั่วๆ ไป จะใช้ว่าเคง เช่น จังหวัดคะนะกะวะ ก็จะเรียกว่า คะนะกะวะเคง |
| แต่อย่างไรมียกเว้นอยู่สามจังหวัด คือ |
| 府 |
ฝุ
|
จังหวัดโอซะกะ
กับ จังหวัดเกียวโตะ จะใช้ว่า ฝุ(府) เป็น โอซะกะฝุ กับ เกียวโตะฝุ ที่ใช้ว่า
ฝุ แทน เคง ก็เพราะฝุนั้นมีความหมายว่า เมืองหลวง หรือศูนย์กลาง และโอซะกะกับเกียวโตะก็เคยเป็นเมืองหลวงมาก่อนที่จะย้ายมาที่โตเกียว
จึงใช้ฝุกับสองจังหวัดนี้ เดิมโตเกียวเคยใช้ว่า โตเกียวฝุ แต่พอมีการเปลี่ยนแปลงวิธีบริหารราชการใหม่ ก็เลยเรียกเป็นโตเกียวโตะ แทน คงคล้ายๆ กับกรุงเทพมหานครแหละครับ |
|
| 道 |
โด
|
ใช้เฉพาะฮอกไกโด เกาะเหนือสุดของญี่ปุ่น |
| จังหวัดทั้งหมดจะเรียกรวมกันว่า โตะโดฝุเคง ( 都道府県 ) โดยญี่ปุ่นจะแบ่งการปกครองออกเป็น 47 จังหวัด ในแต่ละจังหวัดก็จะประกอบด้วยหน่วยการปกครองที่เรียกได้หลายชื่อ เช่น ชิ (市) ซอน (村) โช (町) หรือ ขุ( 区 ) โดยพิจารณาขนาดของพื้นที่ หรือจำนวนประชากรซึ่งจะไม่เหมือนบ้านเราที่จังหวัดจะต้องแบ่งออกอำเภอ และอำเภอแบ่งออกเป็นตำบลเท่านั้น ดังนั้นคำว่า ขุ ที่ทำตัวหนาไว้ก็จะแปลว่า เขต เหมือนเขตในกรุงเทพฯ นั่นแหละครับ |
| นอกจากเรื่องการแบ่งเขตการปกครองแล้ว รหัสไปรษณีย์ของญี่ปุ่นก็น่าสนใจมากครับ เคยมีเพื่อนผมคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตไว้ว่าประเทศญี่ปุ่นมีเนื้อที่เล็กมาก (เล็กกว่าประเทศไทยอีก) แต่ใช้รหัสไปรษณีย์ตั้งเจ็ดหลักตามข้างบน ทำให้รหัสตัวหนึ่งครอบคลุมพื้นที่เล็กมาก เรียกได้ว่ารหัสหนึ่งจะครอบคลุมเนื้อที่ไม่ถึงหนึ่งตำบล ทำให้สามารถคัดแยกและส่งจดหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีบริการที่น่าสนใจคือบริษัทเอกชนต่างๆ สามารถขอรหัสไปรษณีย์พิเศษของตัวเองได้ด้วย อย่างมหาวิทยาลัยของผมก็มีรหัสไปรษณีย์อยู่ 3 รหัส ทำให้สามารถส่งจดหมายไปยังหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยได้แน่นอน และรวดเร็วขึ้น นับเป็นความทันสมัยของระบบไปรษณีย์ญี่ปุ่น |
| นอกเรื่องไปเยอะแล้ว กลับมาต่อเรื่องไปรษณีย์กันดีกว่า หลังจากทราบกันแล้วว่าไปรษณีย์เรียกกันว่ายูบิง ยังมีคำอื่นๆ ที่เกี่ยวกับไปรษณีย์อีกหลายคำ เช่น |
|
郵便局 |
ยูบิงเคียวขุ แปลว่าที่ทำการไปรษณีย์ |
|
|
局 |
ตัวอักษร
局 นี้แปลว่าที่ทำการ ห้าง ร้านต่างๆ เช่น |
|
| 薬局 | ยะขุเคียวขุ แปลว่า ร้านขายยา ( 薬 แปลว่า ยา ) |
![]() |
![]() |
![]() |
|
ป้ายที่ทำการไปรษณีย์ |
ตู้ไปรษณีย์
|
ตู้จำหน่ายแสตมป์ และโปสการ์ดอัตโนมัติ |
| ที่ทำการไปรษณีย์ในญี่ปุ่นก็เหมือนที่เมืองไทยแหละครับ คือ จัดการส่งจดหมาย ไปรษณียบัตร และพัสดุต่างๆ แต่ส่วนหนึ่งที่แตกต่างจากไปรษณีย์ไทยก็คือที่ทำการไปรษณีย์ญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็นธนาคาร รับฝากเงินจากชาวบ้านด้วย ฉะนั้นที่ทำการจึงแบ่งเป็นสองส่วนออกจากกัน คือส่วนรับส่งจดหมายและพัสดุ กับส่วนที่รับฝากเงิน ซึ่งชาวบ้านก็นิยมนำเงินมาฝากเนื่องจากไปรษณีย์เป็นหน่วยงานของรัฐ จึงค่อนข้างมั่นคง ไม่ล้มไปง่ายๆ เหมือนธนาคารพาณิชย์ คนจึงนิยมนำเงินมาฝากประจำแม้ว่าจะได้ดอกเบี้ยน้อยกว่าธนาคารไปสักหน่อย |
| แต่อย่างไรก็ดีรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังมีแผนที่จะแปรรูปไปรษณีย์ไปเป็นบริษัทเพื่อความคล่องตัวในการบริหารงาน จะได้ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐมากนั้น เพราะอย่างการรถไฟของญี่ปุ่น เดิมเป็นของรัฐก็เห็นว่าขาดทุนตลอดไม่เคยทำกำไรให้เลย แต่พอแปรรูปออกมาเป็นบริษัท JR ก็เลยต้องปรับปรุงการบริหาร ให้คล่องตัว เพิ่มบริการใหม่ หลายๆ อย่าง เพื่อดึงดูดคนให้มาใช้บริการรถไฟ (โดยพยายามไม่คิดค่าบริการเพิ่ม) จนในที่สุดก็สามารถทำกำไรสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งเงินภาษีของประชาชน นับว่าเป็นผลสำเร็จของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ส่วนกิจการไปรษณีย์นั้น ได้ข่าวว่ากำลังวางแผนกันอยู่ ก็น่าสนใจว่าจะเป็นยังไงต่อไปครับ |
| ยังมีศัพท์อื่นๆ ที่น่าสนใจอีกก็คือ จดหมาย จะเรียกว่า เทะงะมิ ( 手紙 ) ถ้าแปลตามตัวแล้วอาจจะได้ความหมายแปลกๆ หน่อยคือ |
|
手紙
|
เทะงะมิ แปลว่าจดหมาย |
|
|
手 |
เทะ แปลว่ามือ |
|
| 紙 | คะมิ แปลว่ากระดาษ | |
| มือกับกระดาษรวมกันแปลว่าจดหมาย สมัยเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ๆ ผมเคยจำว่าจดหมายคือกระดาษที่ถูกส่งผ่านมือมา |
|
葉書
|
ฮะงะคิ คือไปรษณียบัตร |
|
|
葉 |
ฮะ แปลว่าใบ หรือ ใบไม้ |
|
| 書 | คะคิ แปลว่าเขียน | |
| ใบที่มีอะไรเขียนอยู่ก็คือไปรษณียบัตรนั่นเอง |
| ถึงแม้ปัจจุบันอีเมล์ และอินเตอร์เน็ต จะเข้ามามีแทนที่การส่งจดหมาย แต่ทุกวันนี้คนญี่ปุ่นบางส่วนก็ยังนิยมส่งจดหมายหรือไปรษณียบัตรกันอยู่ โดยให้เหตุผลว่าได้ความรู้สึกดีกว่าการใช้อีเมลเพราะได้เขียนด้วยลายมือของตัวเอง เหมือนกับได้สื่อสารระหว่างใจถึงใจ เรื่องของจิตใจนี้คงจะยากเกินกว่าจะทำเทคโนโลยีมาใช้แทนได้เนอะครับ ไม่นานมานี้ผมได้ดูรายการทางโทรทัศน์ที่พูดถึงแม่ชาวญี่ปุ่นที่ลูกชายย้ายเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยในโตเกียว ด้วยความเป็นห่วงลูกชายก็เลยส่งอาหารแห้ง ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ไปให้ทุกเดือน โดยไม่ลืมที่จะแนบไปรษณียบัตรจ่าหน้าถึงตัวเองไปด้วย เพื่อให้ลูกชายเขียนกลับมา แม้จะสั้นๆ เพราะอย่างน้อยก็จะได้เห็นลายมือของลูก |
|
|
| ติดตามอ่านคอลัมน์ " เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น " ได้เป็นประจำที่นิตยสารการศึกษาวันนี้ |
|