![]() |
![]() |
|
|
โดย
ชลวิช นัทธี |
|
| สัปดาห์นี้ผมนำป้ายประกาศของร้านอาหารมาคุยกันครับ
ป้ายนี้เขียนว่า ทะเบะโฮได : 食べ放題 ซึ่งสามารถแยกออกเป็นสองคำ คือ |
| 食べ
: たべ |
ทะเบะ
|
มาจากคำกริยาว่า ทะเบะรุ : 食べる แปลว่า กิน | |
| 放題 : ほうだい | โฮได | แปลว่าตามชอบหรือตามความพอใจ | |
| เมื่อนำมารวมกันก็เลยแปลว่า
กินตามชอบ ถ้าจะเรียกแบบคนไทยก็คือบุฟเฟต์นั่นเอง |
| แต่ในญี่ปุ่นการกินอาหารแบบนี้จะแตกต่างจากเมืองไทยตรงที่มีการจำกัดเวลาในการกิน ซึ่งมักจะเป็น 1 ชั่วโมง หรือ 1 ชั่วโมงครึ่ง แล้วแต่ร้าน ทั้งนี้เพื่อทำให้คนที่มาทีหลังไม่ต้องรอนานจนเกินไป เพราะทางร้านจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าโต๊ะไหนจะออกจากร้านเมื่อไหร่ ผมคิดว่าหลาย ๆ คนคงคิดเหมือนผมในตอนแรกว่า ถ้าจำกัดเวลาอย่างนี้ก็ไม่คุ้มสิ แต่ถ้าไปกินกันจริง ๆ แล้ว แค่ 40 นาทีก็อิ่มแล้วล่ะครับ ยังเหลือเวลาให้นั่งย่อยอาหารหรือคุยกันได้อีกนิดหน่อย |
![]() |
![]() |
| นอกจากคำว่า ทะเบะโฮไดแล้ว เรายังสามารถนำคำว่าโฮได ไปประสมกับคำกริยาอื่นๆ ได้อีกครับ เช่น ถ้านำคำกริยาโนะมุ ( 飲む ) ที่แปลว่าดื่ม มาต่อกับ โฮได ก็จะกลายเป็น โนมิโฮได ( 飲み放題 ) แปลว่า ดื่มได้ตามชอบ |
| 飲む
: のむ |
โนะมุ
|
ดื่ม | |
| 飲み放題 | โนมิโฮได | ดื่มได้ตามชอบ |
| คำนี้มักจะพบได้ตามร้านเหล้าสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งจะเรียกกันว่า อิซะกะยะ (居酒屋) คือสามารถเลือกสั่งเหล้าตามที่กำหนดในเมนูได้ตามใจชอบ และจะดื่มเท่าไหร่ก็ได้ในเวลาที่กำหนด |
| ตัวอย่างอีกคำหนึ่ง ก็คือ อุตะอิโฮได ( 歌い放題 ) ซึ่งเกิดจาก อุตะอุ ( 歌う ) ที่เป็นคำกริยาแปลว่าร้องเพลง ก็เลยจะแปลว่าเลือกร้องได้ตามใจ คำนี้ก็มักจะพบได้ตามร้านคะระโอเกะ ซึ่งจะบอกว่าสามารถร้องเพลงได้จำนวนไม่จำกัดตามเวลาที่กำหนด |
| 歌う
: うたう |
อุตะอุ |
ร้องเพลง | |
| 歌い放題 | อุตะอิโฮได | ร้องได้ตามใจชอบ |
| อีกคำหนึ่งที่ผมเคยได้ยินแต่ว่าปัจจุบันไม่ค่อยใช้กันแล้ว
ก็คือคำว่า เทะเละโฮได (テレ放題) คำนี้มีที่มาต่างจากคำอื่นๆ
เพราะ เทะเละในที่นี้เขียนด้วยคะตะคะนะ ไม่ได้มาจากคำกริยาเหมือนทะเบะที่มาจากทะเบะรุ
หรือ โนะมิ ที่มาจาก โนะมุ แต่คำว่าเทะเละนี้ย่อมาจาก เทะเละโฟน (テレフォン)
ที่แปลว่าโทรศัพท์ ที่นี้ก็คงพอจะเดาได้แล้วใช่ไหมครับ ว่าเทะเละโฮได น่าจะแปลว่า
โทรได้ตามใจชอบไม่จำกัด คำนี้เป็นชื่อโปรโมชั่นของบริษัทเอ็นทีทีที่ให้บริการโทรศัพท์ตามบ้าน โดยคนที่สมัครบริการนี้จะเลือกกำหนดเบอร์โทรศัพท์ได้ 2 เบอร์ ซึ่งจะสามารถโทรเท่าไหร่ก็ได้ ภายในช่วงเวลา 23.00น. ถึง 8.00น. ซึ่งจะเสียค่าบริการที่กำหนดไว้แล้ว โดยไม่คิดจำนวนนาทีที่ใช้ ช่วงก่อนหน้านี้จึงมีคนใช้บริการนี้เยอะสำหรับใช้อินเตอร์เน็ต ทั้งนี้เพราะอัตราค่าบริการในญี่ปุ่นทั้งหมดไม่ว่าจะทางใกล้หรือทางไกล จะคิดต่อหน่วยนาที ทำให้ไม่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้นาน ๆ เหมือนไทยที่คิด 3 บาทต่อครั้ง จึงต้องสมัครบริการเทะเละโฮได แต่ปัจจุบันนี้บริการนี้คงไม่ค่อยได้รับความนิยมแล้วเนื่องจากคนที่ใช้โมเด็มโทรไปใช้บริการอินเตอร์เน็ตคงจะน้อยลงแล้ว ส่วนใหญ่หันไปใช้พวก ADSL หรือ Fiber optics กันหมด เพราะถูกกว่า เร็วกว่า (ความเร็วในการรับข้อมูล ประมาณ 26 เมกะบิต/วินาที เมื่อเทียบกับโมเด็มแบบเดิมที่มีความเร็วในการรับข้อมูลประมาณ 56 กิโลบิต/วินาที) แล้วก็คิดค่าบริการเหมาจ่ายเป็นรายเดือนจะใช้เท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัด ตอนนี้ก็คงจะไม่มีใครใช้บริการเทะเละโฮไดเท่าไหร่แล้วล่ะครับ |
| หลังจากพูดเรื่องโฮไดแบบต่าง ๆ แล้ว ขอกลับมาพูดเรื่องทะเบะโฮไดต่อนะครับ อาหารที่จะขายแบบทะเบะโฮไดนั้น จะมีหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นอาหารพวกย่างๆ เช่น ยะกินิขุ ( 焼き肉 ) ซึ่งหมายถึงเนื้อย่าง |
| 焼き
: やき |
ยะกิ
|
ย่าง | |
| 肉 : にく | นิขุ | เนื้อ |
![]() |
![]() |
ยะกินิขุ
焼き肉 |
|
| หรือไม่ก็พวกต้มต่างๆ เช่น สุกิยะกิ หรือ ชะบุชะบุ เมื่อพูดถึงสุกิยะกิแล้ว ผมคิดว่าหลายคนอาจจะคิดถึงสุกี้แบบไทย ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วสุกิยะกิของญี่ปุ่นนั้นจะแตกต่างจากเมืองไทยโดยสิ้นเชิง ทุกวันนี้ผมก็ยังสงสัยว่าคำนี้เข้ามาในเมืองไทยได้อย่างไร สุกิยะกิแบบญี่ปุ่นนั้นเป็นอาหารที่ใช้แต่เนื้อวัวเท่านั้น โดยจะนำเนื้อวัวไปต้มในน้ำซอสหวานๆ เค็มๆ สีน้ำตาล รวมกันพวกผักหรือเห็ดต่าง ๆ โดยน้ำซอสนี้จะไม่ได้มีปริมาณมากเต็มหม้อเป็นซุปเหมือนของไทย แต่จะเป็นแค่น้ำซอสขลุกขลิกเท่านั้น เมื่อต้ม (หรือผัด) เนื้อจนสุกแล้วเวลาจะกิน ก็จะนำเนื้อมาชุปลงไปในไข่ดิบในถ้วยก่อนแล้วถึงจะกิน ซึ่งจะแตกต่างจากของไทยอย่างเห็นได้ชัด |
![]() |
![]() |
สุกิยะกิญี่ปุ่น
すき焼き |
|
| ส่วนความหมายของคำว่าสุกิยะกินั้น ตอนแรกที่ผมเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ ๆ ผมก็คิดไปเองว่าคำว่าสุกินี้น่าจะมาจาก 好き ซึ่งแปลว่า ชอบ กับ ยะกิซึ่งแปลว่าย่างเหมือนข้างบน เมื่อรวมกันก็น่าจะแปลว่า ย่างตามชอบ แต่พอเรียนต่อมาก็พบว่ามีอาหารอีกอย่างหนึ่งชื่อว่า โอะโคะโนะมิยะกิ ( お好み焼き ) ซึ่ง โอะโคะโนะมิ (お好み) ตัวนี้แปลว่า ชอบ (จะเห็นว่าใช้คันจิตัวเดียวกับสุกิ แต่อ่านคนละแบบ) ก็รู้สึกแปลใจว่าทำไมมีทั้งสุกิยะกิ และโอะโคะโนะมิยะกิ ที่มีความหมายคล้ายๆ กัน จนเมื่อไม่นานมานี้จึงได้ทราบที่จริงแล้ว คำว่าสุกินี้ไม่ได้แปลว่าชอบ แต่แปลว่าจอบที่ใช้ขุดดิน เนื่องจากสุกิยะกินี้เกิดมาจากชาวนานำจอบส่วนที่เป็นเหล็กมาตั้งบนเตาไฟแทนกะทะ เพื่อย่างเนื้อโดยใส่น้ำซอสไปเล็กน้อย จนเป็นที่มาของสุกิยะกิ นึกถึงคำนี้แล้วก็คิดถึงประโยชน์ของตัวคันจิในภาษาญี่ปุ่น เพราะคำว่าสุกิยะกินี้ มักจะเขียนว่า すき焼き ซึ่งใช้ตัวฮิระงะนะล้วน ซึ่งจะไม่ทราบความหมายของคำว่าสุกิ ก็เลยพาลคิดถึงคำว่าสุกิที่แปลว่าชอบ เพราะจะพบเห็นได้บ่อยกว่าสุกิที่แปลว่าจอบ แล้วเมื่อรวมยังมีความหมายด้วย ทำให้มีโอกาสเข้าใจความหมายคำว่าสุกิผิดได้ |
| ถึงแม้สุกิยะกิไม่เหมือนกับที่เมืองไทย แต่มีอาหารญี่ปุ่นที่คล้ายกับสุกี้ไทย (ตามร้านอาหารไทยในญี่ปุ่นนิยมเรียกสุกี้แบบไทยเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า ไทสุกิ (タイすき)) นั่นคือ นะเบะโมะโนะ (鍋物) หรือ นะเบะเรียวริ (鍋料理) ซึ่งหมายถึงอาหารนำผักและเนื้อต่างๆ มาต้มรวมกันในหม้อกินกับน้ำจิ้มคล้ายๆ กับสุกี้ของไทย |
| 鍋
: なべ |
นะเบะ
|
ตามตัวอักษรแปลว่าหม้อ | |
| 物 : もの | โมะโนะ | ปกติแปลว่าสิ่งของหรือใช้เมื่อพูดถึงของหลายๆ อย่างรวมๆ กัน |
|
| 料理 : りょうり | เรียวริ | แปลว่าอาหาร เมื่อกล่าวถึงอาหารโดยรวม เช่น | |
| タイ料理 | ไทเรียวริ | แปลว่าอาหารไทย | |
| 日本料理 | นิฮงเรียวริ | แปลว่าอาหารญี่ปุ่น |
| เหตุที่เรียกอาหารนะเบะแบบนี้ก็เพราะว่านะเบะนั้นมีหลายประเภทแตกต่างกันไป ตามลักษณะของน้ำซุป ซึ่งอาจจะใช้โชยุ หรือเต้าเจี้ยว โดยความแตกต่างนี้แล้วแต่ความชอบของคนปรุงอาหาร ดังนั้นเวลากล่าวถึงอาหารแบบนี้จึงมักจะกล่าวถึงรวม ๆ เพราะมีหลายประเภทมาก และเมื่อพูดถึงอาหารพวกสุกิยะกิ หรือนะเบะ ก็จะทำให้ผมนึกถึงฤดูหนาว เพราะอาหารเหล่านี้มักจะนิยมกินกันในช่วงนี้เพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย |
| ในญี่ปุ่นนั้นการกินอาหารต่าง ๆ ก็มักจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เช่น คนญี่ปุ่นมักจะนิยมกินอาหารเผ็ดในช่วงฤดูร้อน เพราะเมื่อกินแล้วจะดื่มน้ำเยอะ ทำให้เหงื่อออกเยอะ ช่วงบรรเทาความร้อนได้ นอกจากนี้เหตุที่มีการกินอาหารเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ก็คงจะเป็นเพราะพืชผักผลไม้ หรือวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารต่าง ๆ ไม่ได้มีตลอดปีแบบเมืองไทย จึงทำให้มีอาหารเปลี่ยนไปตามฤดูกาล นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของญี่ปุ่น เพราะนอกจากอาหารแล้วการแต่งกาย หรือสิ่งต่าง ๆ ก็จะเปลี่ยนแปลงตามฤดู ทำให้รู้สึกชีวิตไม่ซ้ำซากมีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ๆ |
|
|
| ติดตามอ่านคอลัมน์ " เรียนจากป้ายสไตล์ญี่ปุ่น " ได้เป็นประจำที่นิตยสารการศึกษาวันนี้ |
|