|
มาเรียนที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร |
| |
จริงๆ แล้วตอนแรกก็มีตัวเลือกที่จะมาเรียนคือที่ออสเตรเลีย และที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะว่าเป็นประเทศที่ไม่ไกลจากเมืองไทยมาก (คิดว่าคงกลับบ่อยได้ อิ อิ) แต่ในที่สุดก็เลือกเรียนที่ญี่ปุ่น เพราะว่าอาจารย์ที่ประเทศญี่ปุ่นตอบรับให้ไปเรียนค่ะ สำหรับตัวเองนั้นได้รับทุนจากทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นทุนที่ระบุว่าให้กับอาจารย์ในสาขาคอมพิวเตอร์ของคณะวิทยาศาสตร์ หรือคณะวิทยาการจัดการ ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเอกสารจำเป็นที่จะต้องยื่นในการขอรับทุนคือใบตอบรับจากทางมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ซึ่งยืนยันว่าเราได้รับการคัดเลือกให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นๆ ได้ ซึ่งในตอนนั้นก็มีเอกสารพร้อม ก็เลยได้รับการคัดเลือกให้มาเรียนค่ะ |
| |
|
 |
การเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของคุณนัทต้องผ่านขั้นตอนอย่างไรบ้าง |
| |
ขั้นตอนสำคัญในการติดต่อมหาวิทยาลัยของตัวเอง ก็คือ หาข้อมูลชื่อมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นจากเวบของ jeducation.com ซึ่งในตอนนั้นไม่มีรายละเอียดอย่างอื่นเลย ก็หาสาขาและชื่ออาจารย์จากเวบของมหาวิทยาลัย ซึ่งลิงค์มาจากเวบ jeducation.com แล้วก็ใช้วิธีเขียนเมล์ติดต่อไปยังอาจารย์ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นวิธีที่ไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะว่าเราไม่รู้ว่าอาจารย์เขาเป็นอย่างไร มหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร และโอกาสที่อาจารย์เขาจะตอบกลับมาก็น้อย ถ้าหากว่าเราได้ไปงานแนะแนวศึ่กษาต่อประเทศญี่ปุ่น และดูสาขาและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นโดยตรง คิดว่าคงจะเป็นวิธีที่ดีกว่า (jeducation น่าจะจัดงานแบบนี้ที่ทางใต้บ้างนะคะ รับรองว่าต้องได้รับความสนใจล้นหลามแน่ๆ ค่ะ และถ้าหากตัวเองจบกลับไปเมื่อไหร่ ก็ยินดีจะช่วยประสานงานให้ค่ะ)
ในตอนนั้นก็เขียนเมล์ไปหลายมหาวิทยาลัยมาก บางมหาวิทยาลัยมีภาษาอังกฤษก็ดีไป แต่บางมหาวิทยาลัยยังไม่มีเวบภาษาอังกฤษ ก็ใช้วิธีเขียนไปที่ webmaster ค่ะ โดยเฉพาะเวบของ University of Yamanashi ที่ตอบรับให้ไปเรียน ในตอนนั้นเวบมหาลัยเป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียว ก็ใช้วิธีเขียนไปที่ webmaster บอกว่าเราอยากมาเรียนสาขานี้ ให้เขาช่วยส่งต่อให้กับอาจารย์ที่ทำวิจัยด้านนี้ให้ด้วย แล้วก็เป็นอะไรที่น่ารักมากๆ เพราะว่าเขาส่งต่อให้กับอาจารย์ หาอาจารย์ที่ปรึกษาให้เราเสร็จเลยค่ะ ก็เลยตัดสินใจมาเรียนที่นี่จนถึงทุกวันนี้ (สองปีแล้วค่ะ)
หลังจากนั้นอาจารย์เขาก็เขียนเมล์มาหา ก็ติดต่อกับอาจารย์ทางเมล์ เขาก็จะถามว่าตอนนี้ทำงานอะไรอยู่บ้าง อยากจะมาทำวิจัยเรื่องอะไร (จริงๆ แล้วตอนนั้นหัวข้อวิจัยของตัวเองก็ยังไม่ชัดเจนเท่าไร) และอาจารย์เขาก็จะบอกว่าในแลบของเขาทำเรื่องอะไรอยู่บ้าง ถ้าเราสนใจจะทำงานในหัวข้อที่อาจารย์เขาสนใจอยู่ เขาก็ยินดีจะให้เราไปเรียนค่ะ ตอนนั้นก็เลยไม่คิดมาก แค่เขาตอบรับให้เรียนก็รู้สึกดีใจมากแล้วค่ะ ก็เลยขอให้อาจารย์เขาส่งเอกสารว่ารับเราเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว เพื่อเป็นหลักฐานในการยื่นขอทุน ส่วนใบตอบรับตัวจริงซึ่งทางมหาวิทยาลัยเป็นผู้ออกให้นั้น เราจะได้รับเมื่อเราสมัครเข้าเรียนแล้วค่ะ สำหรับ study plan ก็ปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาว่าจะทำวิจัยเรื่องอะไร มีเนื้อหาอย่างไร ก็เขียนส่งตามที่อาจารย์แนะนำค่ะ |
| |
|
 |
ทำวิจัยเรื่องอะไร ทำไมจึงเลือกทำวิจัยด้านนี้ หรือเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาท่านนี้ |
| |
ี้สำหรับหัวข้อวิจัยระดับปริญญาเอกที่กำลังศึกษาอยู่นี้ ทำเรื่อง Information instructions from text written in Thai on website and issue translation to Japanese ซึ่งจะเกี่ยวกับด้าน Natural Language Processing และ data mining ค่ะ
ส่วนเหตุผลที่เลือกทำวิจัยด้านนี้ เพราะว่าปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว อาจารย์แนะนำว่าถ้าทำเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยด้านภาษาไทยซึ่งยังมีการวิจัยในด้านนี้น้อยอยู่ ในประเทศเราและเมื่อเราจบกลับไปแล้วก็จะได้ทำงานวิจัยต่อเนื่องได้อีก |
| |
|
 |
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนสาขาวิชานี้ที่ญี่ปุ่น |
| |
สำหรับสาขาด้าน Computer sciences นั้น จะมีสาขาย่อยลงไปอีกหลายสาขา ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราสนใจจะศึกษาเรื่องใด การเรียนในระดับปริญญาเอกจะเหมือนกับว่าเจาะลึกลงไปในด้านนั้นๆ ศึกษา และทำวิจัยในเรื่องนั้นโดยตรง ซึ่งจะแตกต่างจากการเรียนในระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท ที่เรียนหลายๆ วิชา
ดังนั้นการเรียนในระดับปริญญาเอกจำเป็นต้องค้นคว้าด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อมีปัญหาก็ปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา สำหรับตัวเองแล้ว คิดว่าการเรียนสาขานี้ที่ประเทศญี่ปุ่น ก็ได้รับความรู้และประสบการณ์ที่ดีค่ะ เพราะความรู้ด้านนี้ในประเทศญี่ปุ่นก็ได้มีการพัฒนาไปมาก โดยเฉพาะด้าน Natural Language Processing ญี่ปุ่นพัฒนางานวิจัยด้านนี้มากกว่าเมืองไทยเยอะค่ะ ทำให้เราได้ประสบการณ์และความรู้ที่จะนำไปวิจัยต่อได้อีกค่ะ |
|
|
 |
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นในภาพรวม |
| |
ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่มีนักศึกษาต่างชาติมาศึกษาต่อกันมาก ทั้งที่ได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ทุนจากประเทศตัวเองหรือ ทุนส่วนตัว ทั้งๆ ที่ทุกคนถ้าจะมาเรียนที่นี่ต้องศึกษาภาษาญี่ปุ่น อย่างน้อยก็เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน สาเหตุที่มีนักศึกษาต่างชาติมาศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่นกันมาก คงเป็นเพราะระบบการศึกษาของประเทศญี่ปุ่นมีการพัฒนาไปมาก ซึ่งจะเห็นได้จากงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มีออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีหลายสาขาวิชาให้เลือกเรียน นอกจากนั้น จากที่เห็นจากประสบการณ์ของตัวเองคือ อาจารย์จะเอาใจใส่ในงานของเรา ทำให้เราสามารถมีผลงานก้าวหน้าไปเรื่อยๆ และส่วนใหญ่นักศึกษาไม่ว่าจะเป็นระดับปริญญาโทหรือเอกก็จะจบตามกำหนดค่ะ |
| |
|
 |
สิ่งที่อยากจะบอกกับรุ่นน้องที่สนใจมาศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น
|
| |
สิ่งจำเป็นอย่างแรกในการเตรียมตัวมาเรียนที่ญี่ปุ่นคือเรื่อง ภาษาญี่ปุ่นค่ะ ถึงแม้ว่าการมาเรียนต่อในบางมหาวิทยาลัยจะเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ แต่ว่าสำหรับการใช้ภาษาญี่ปุ่นในชีวิตประจำวันนั้นจำเป็นค่อนข้างมาก เช่นเราต้องใช้ในการติดต่อเรื่องต่างๆ ไปโรงพยาบาล ส่งจดหมาย ทำบัตรต่างๆ ล้วนแต่จำเป็นต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นทั้งสิ้น ตอนที่พี่มาเรียนที่นี่ปีแรก ก็รู้สึกอึดอัดเหมือนกัน เพราะเราเตรียมเรื่องภาษาญี่ปุ่นมานิดหน่อย แต่ก็ได้น้องในแลบซึ่งอาจารย์เขาจะหาไว้ให้คอยดูแลเรา ซึ่งก็ช่วยได้เยอะค่ะ แต่อย่างไรก็ตามไม่ต้องกังวลมากหรอกค่ะ เพราะเท่าที่เจอมาคือคนญี่ปุ่นค่อนข้างใจดี เห็นเราเป็นคนต่างชาติเขาก็จะพยายามเข้าใจที่เราสื่อออกไปค่ะ
ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่นการใช้ชีวิตประจำวันนั้น ก็ปรับตัวไม่ยากค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน หรือเรื่องอากาศ แต่สำหรับหน้าหนาวค่อนข้างจะหนาวมากสำหรับคนไทย แต่ก็สนุกดีค่ะ เพราะได้เล่นหิมะด้วย อิ อิ และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือเดี๋ยวนี้การติดต่อกับเมืองไทยสะดวกมากไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ หรืออินเตอร์เน็ต ตอนนี้ก็อ่านข่าวเมืองไทยจากอินเตอร์เน็ตทุกวัน จนรู้สึกเหมือนกับอยู่เมืองไทยเลยค่ะ และถ้าจะเดินทางกลับไปเมืองไทย ค่าเครื่องบินก็ไม่แพงมาก และใช้เวลาไม่มากค่ะ เหงาเมื่อไหร่บินกลับเมืองไทยได้ สำหรับพี่ก็รู้สึกมีความสุขดีค่ะที่ได้มาเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นจนชักจะไม่อยากจบเร็วๆ ซะแล้วซิ อิ อิ |