ชื่อจริง : พีระ  เจริญพร
ชื่อเล่น : พี (ระ)
   
มัธยมปลาย สายวิทย์ฯ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท
ปริญญาตรี  คณะเศรษฐศาสตร์      ม.ธรรมศาสตร์
ปริญญาโท  คณะเศรษฐศาสตร์      ม.ธรรมศาสตร์
(ภาคภาษาอังกฤษ)
   
ปริญญาเอก  Economics Department, Graduate School for International Development and Cooperation (IDEC),
Hiroshima University, Japan        
   
  หัวข้องานวิจัย : การบริหารนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมของไทย


มาเรียนที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร การเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของคุณพีต้องผ่านขั้นตอนอย่างไรบ้าง
  ได้รับการแนะนำจากรุ่นพี่ที่คณะที่จบการศึกษาจากสถาบันนี้ และจากอาจารย์ญี่ปุ่นที่ไปทำวิจัยที่เมืองไทย  เนื่องจากก่อนหน้าที่จะมาทำงานเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์  ซึ่งในช่วงนั้นก็จะทำวิจัยเกี่ยวกับกิจการญี่ป่นในภาคอุตสาหกรรมของไทย  ได้ร่วมเขียนบทความลงในหนังสือและทำวิจัยให้กับสถาบัน IDE ของรัฐบาลญี่ปุ่นด้วย  

หลังจากได้รับการแนะนำก็ส่งใบสมัครมาที่อาจารย์ที่ญี่ปุ่นซึ่งหากได้เข้าเรียนก็จะได้รับทุนญี่ปุ่นด้วย แต่ทุนที่ผมได้รับไม่ใช้ทุนญี่ปุ่นใหญ่ แต่เป็นทุนญี่ปุ่นแบบการ recommend ซึ่งก็จะไม่มีช่วงเวลาที่เป็นนักเรียนวิจัย (Research Student)  ในการสมัครมาเรียนเราก็ต้องเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติการเรียนการวิจัยของเรา ซึ่งผมค่อนข้างได้เปรียบเนื่องจากทำงานวิจัยมาตลอด 

สำหรับการเขียน study plan นั้นก็เขียนเกี่ยวกับเรื่องที่เราอยากศึกษาแต่แนะนำว่าสำหรับคนที่มาเรียนเอกควรจะทำเรื่องที่ตัวเองถนัดหรืออยากเรียนจริงๆ เพราะว่าคุณจะต้องอยู่กับมันไปอีกสามปีรวมทั้งงานวิจัยที่ทำต้องสามารถได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการอีกด้วย  ซึ่งโดยปรกติแล้วอาจารย์ที่ญี่ปุ่นมักจะรับนักเรียนปริญญาโทที่เคยเรียนกับตัวเองมาก่อนเป็นอันดับแรกเพราะว่า นักศึกษาปริญญาโทสามารถเปลี่ยนวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทให้กลายเป็นบทความทางวิชาการได้ ซึ่งก็จะลดความเสี่ยงและเวลาในการทำวิจัยลงได้มาก 

นอกจากนี้เราควรจะทำการสำรวจและทำความเข้าใจในประเด็นที่เราจะศึกษาไปก่อนจากเมืองไทย  เพราะว่าจะทำให้เราสามารถเตรียมความพร้อมได้เป็นอย่างดี  อย่างในกรณีของผม  ผมเอาข้อมูลที่จะใช้ในการทำงานวิจัยไปจากเมืองไทยตั้งแต่ครั้งแรกที่ไป
   
ทำวิจัยเรื่องอะไร ทำไมจึงเลือกทำวิจัยด้านนี้ หรือเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาท่านนี้
  ผมทำวิจัยเรื่อง การบริหารนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมของไทย   สาเหตุที่เลือกทำหัวข้อวิจัยเรื่องนี้ก็เพราะว่าผมสนใจในการเรื่องการบริหาร ผมจึงหาว่าประเด็นใดเป็นประเด็นที่กำลังจะมีความสำคัญต่อในอนาคตข้างหน้า และผมมองว่าแนวทางในอนาคตของประเทศไทยนั้นเราจำเป็นต้องพัฒนานวัตกรรมมากๆ ผมจึงทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้  

ประเด็นเรื่องหัวข้อวิจัยนี้สำคัญมากเพราะหากเราทำเรื่องที่วิจัยที่ไม่ได้เป็นประเด็นที่คนสนใจ หรือเป็นประเด็นใหม่แล้วนอกจากจะทำให้หาวารสารลงตีพิมพ์ยากแล้ว  ยังทำให้งานในอนาคตที่เราจะทำมันดูท้าทายน้อยลงไปด้วย   การมาเรียนปริญญาเอกเราเสียเวลาไป 3 ปีถ้าเป็นปริญญาโทก็ 5-6 ปี เวลาและโอกาสที่เราเสียไประหว่างนี้เป็นต้นทุนชีวิตของเรา  เราต้องคิดถึงสิ่งที่เราจะได้รับกลับมาว่าคุ้มไหม  และถ้ากลับมาแล้วไม่ได้ใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมาเสียดายแย่  

สาเหตุที่เลือกอาจารย์คนนี้เพราะว่าอาจารย์ทำวิจัยเกี่ยวกับการบริหารองค์กร และกิจการขนาดเล็กและขนาดย่อม  ซึ่งทั้งสองเรื่องล้วนเป็นเรื่องที่ผมสนใจ  ส่วนสาเหตุที่เลือกที่เรียนที่นี่ก็เป็นเพราะรู้จักอาจารย์บางคนที่สถาบันนี้เป็นการส่วนตัว (จุดนี้เป็นจุดที่สำคัญ  ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้คนที่จะมาเลือกหัวข้อที่ตัวเองอยากศึกษา  แล้วจึงเลือกอาจารย์ และมหาวิทยาลัยตามมา การเลือกอาจารย์ที่เชี่ยวชาญนั้นเราสามารถหาข้อมูลได้จากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เมืองไทยที่รู้จักสถาบันการศึกษาในญี่ปุ่น หรือจากอินเตอร์เนตโดยค้นหาจากบทความทางวิชาการที่ตีพิมพ์นะครับ)
   
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนสาขาวิชานี้ที่ญี่ปุ่น
  เนื่องจากสาขาที่ผมเรียนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสองสาขา คือ เศรษฐศาสตร์กับการบริหารธุรกิจ   จริงแล้วผมเองก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับการเรียนสาขาเหล่านี้ในญี่ปุ่นแต่ก็จะขอเล่าในแง่มุมจากสิ่งที่ได้รับฟังมาก็แล้วกัน  

สำหรับการเรียนในสาขาเศรษฐศาสตร์กับบริหารธุรกิจนั้น   ต้องเข้าใจว่าดีที่สุดก็คงต้องเป็นที่อเมริกา  อังกฤษหรือประเทศในยุโรปบางที่มากกว่าญี่ปุ่น ทั้งเนื่องจาก   สังคมและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นนั้นมีการพัฒนาที่แตกต่างจากการพัฒนาของประเทศไทย ตามเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และสภาพแวดล้อมในอดีต  ในกรณีของเมืองไทยนั้นขุนนางทางวิชาการ technocrat ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจล้วนจบมาจากโลกตะวันตกแนวคิด และทฤษฏีเศรษฐศาสตร์ที่ประยุกต์ใช้ก็เป็นแนวคิดทฤษฏีทางตะวันตกเช่นกัน  ความรู้และการไปเรียนแล้วได้นำกลับมาใช้ไปทางอเมริกาจึงดีกว่า 

อย่างไรก็ตามเศรษฐศาสตร์ของญี่ปุ่นก็มีลักษณะที่น่าสนใจเช่นกัน  เช่น  การพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นนั้นใช้การพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพสังคมมากๆ ร่วมทั้งมีการใช้กลไกและทุนทางสังคมมากด้วย การพัฒนาเศรษฐกิจจึงไม่ได้แยกออกจากการวิเคราะห์บริบทความเป็นจริงในสังคม (อันนี้เป็นลักษณะเฉพาะตัวของคนญี่ปุ่นที่จะคำนึงถึงสังคมที่ตัวเองอยู่มากกว่าความต้องการของตัวเอง individualism และด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช้เรื่องที่น่าแปลกใจที่เราจะพบหนังสือหรือนักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นกลุ่มที่มีความคิดด้านสังคมนิยม และนักเศรษฐศาสตร์สาย Marxism ในมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นเป็นจำนวนมากพอสมควร)   

ดังนั้นการเรียนเศรษฐศาสตร์ในญี่ปุ่นจะเน้นด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ และแนวคิดทางสังคมศาสตร์และทฤษฏีเศรษฐศาสตร์เปรียบเทียบ   ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แตกต่างกับการศึกษาในฝังตะวันตกที่จะเน้นทฤษฏี (โดยเฉพาะแนวคิดสำนักนีโอคลาสสิค) และเครื่องมือทางคณิตศาสตร์เข้ามาใช้ในการศึกษาและมองเศรษฐกิจเป็นลักษณะที่เป็นกลไกมากกว่า

สำหรับการศึกษาทางด้านการบริหารนั้นยิ่งหายห่วงเพราะปัจจุบันคนญี่ปุ่นก็บินไปเรียนที่ตะวันตกเช่นกัน  การบริหารงานในญี่ปุ่นนั้นมีลักษณะเฉพาะมากๆ  เช่น  การจ้างงานตลอดชีพ  ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมและบริบททางสังคมมีลักษณะเฉพาะมากๆ ด้วยเช่นกัน  การเรียนบริหารในญี่ปุ่นจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคน   วัฒนธรรมองค์กร และการเมืองในองค์กรเป็นอย่างมาก   

อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นเองก็มีจุดแข็งในเรื่องของการบริหารการผลิตและการบริหารระบบการปฏิบัติงาน  เพราะว่าญี่ปุ่นประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในเรื่องดังกล่าว จะเห็นได้จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วง 1980-1990 และสังเกตุได้จากการนำเทคนิคการบริการการผลิตแบบญี่ปุ่นเช่น ระบบ Kaizen, TQM, Just-in-time ไปใช้ทั่วโลก

ดังนั้นผมคิดว่าคนที่มาเรียนการบริหารด้านนี้ในญี่ปุ่นคงจะไม่ผิดหวัง  อีกเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นจุดแข็งก็คือเรื่องการบริการ  กิจการในญี่ปุ่นนั้นมีจุดเด่นมากในเรื่องของคุณภาพ และการเอาใจใส่ในงานบริการผมคิดว่านี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าคุ้มค่าที่จะมาศึกว่าเค้ามีการบริหารและพัฒนางานเหล่านี้อย่างไร   ส่วนเรื่องการตลาด  การเงิน  ผมว่าไปเรียนที่อื่นดีกว่าครับดูสปอร์ตโฆษณาที่ญี่ปุ่นกับความล้มเหลวของภาคธนาคาร และสถาบันการเงินของญี่ปุ่นแล้วยังต้องทำใจสงสัยว่าประเทศนี่เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจโตเป็นอันดับสองของโลกได้อย่างไร

 

 
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นในภาพรวม
  ในความคิดของผม  ผมคิดว่าระบบการศึกษามีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน  ปรัชญาการเรียนในญี่ปุ่นนั้นเป็นแบบโลกตะวันออกกล่าวคือไม่ได้แยกผู้เรียนออกจากสิ่งที่เรียนแบบแนวคิดทางตะวันตก  และรู้แบบความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์แบบในหนังวิทยายุทธของจีน   การเรียนจึงขึ้นอยู่กับอาจารย์ผู้สอนอย่างมาก  การเรียนที่ญี่ปุ่นจะมีข้อด้อยในเรื่องของ course work ที่อ่อนแอ  และหลายกรณีที่ผู้สอนไม่มีคุณภาพ   (อาจารย์หลายท่านไม่พัฒนาความรู้ทางวิชาการของตัวเอง และมีแนวคิดแคบไม่ค่อยเปิดรับแนวคิดของนักคิดทางตะวันตก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ ทำให้คุณภาพการเรียนการสอนบางครั้งแย่กว่าที่เมืองไทยซะอีก)  

ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากสภาพบริบททางสังคม  ผมว่าหลายคนคงเคยได้ยินมาบ้างว่าการเรียนระดับม.ปลายในญี่ปุ่นเหมือนนรก แต่เรียนในมหาวิทยาลัยเหมือนสวรรค์  อันนี้นักเรียนไทยหลายคนยืนยันว่าเรียนไม่ยากไปกว่าเมืองไทย (ผมเองออกจะแปลกใจที่นักศึกษาป.โทที่นี้สนใจเรื่องการสมัครงานมากว่าทำวิทยานิพนธ์  ทั้งนี้เป็นเพราะระบบสังคมของญี่ปุ่นจริงๆ)  ปรัชญาการศึกษาของญี่ปุ่นเน้นการเรียนรู้จากการกระทำและการปฎิบัติจริง   การฝึกฝนทักษะหลายอย่างจึงไปอยู่ที่บริษัทเมื่อเริ่มทำงาน   (เรียนรู้มากกว่าอยู่ในมหาวิทยาลัยซะอีก)  ด้วยปรัชญาการศึกษาแบบนี้เองทำให้การเรียนรู้หรือภาควิชาที่ใช้การทดลองทางวิทยาศาสตร์ในญี่ปุ่นเช่น วิศวกรรม  วิทยาศาสตร์  มาเรียนที่ญี่ปุ่นจะดีมากเพราะว่าที่นี้งบประมาณด้านการวิจัยเยอะมาก (บางห้องทดลองได้งบวิจัยมากกว่างบวิจัยทั้งของมหาวิทยาลัยในเมืองไทยซะอีก)

ส่วนทางสังคมศาสตร์นี้จะปวดหัวมากเพราะจะไม่ค่อยได้เรียนรู้เครื่องมือทางสถิติและระเบียบวิธีวิจัย ส่วนใหญ่ต้องศึกษาวิจัยด้วยตัวเอง อันนี้จะแตกต่างจากในอเมริกาหรือยุโรปเพราะทางโน่นจะเน้นเครื่องมือและระเบียบวิธีวิจัยมากกว่าตัวงานศึกษา     การศึกษาในญี่ปุ่นจึงต้องพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก   ศึกษาเองค้นคว้าเองบ้าง  อาจารย์แนะนำบ้าง  พยายามเข้าไปเรื่อยๆ  จนสำเร็จ    และด้วยปรัชญาการศึกษาแบบนี้เองทำให้เกิดลักษณะเฉพาะประการหนึ่งของนักศึกษาและอาจารย์ในญี่ปุ่นก็คือ  รู้แคบแต่รู้ลึก (ถึงลึกมาก) 

ในแง่ดีหากเราทำการศึกษาในเรื่องที่อาจารย์เราเชี่ยวชาญเราก็จะได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธเหมือนในหนังจีนทั้งเคี่ยวทั้งเข็น  แต่ถ้าไปวิจัยเรื่องอื่นที่อาจารย์เราไม่เก่งถ้าไม่ถูกเตะส่งไปเรียนที่อื่นก็ต้องถึกค้นคว้าไปเองเรื่อยๆ   แต่ในข้อเสียอันนี้ก็มีข้อดีเหมือนกันก็คือ  นักศึกษาที่จบจากญี่ปุ่นจะเป็นพวกบ้างานสู้ไม่ถอย (เพราะถอยไม่ได้แล้วเดี๋ยวไม่จบ)   ส่วนใหญ่จะได้รับวัฒนธรรมการทุ่มเทการทำงานการทำวิจัยจากสิ่งแวดล้อมในการทำงานในญี่ปุ่นไป  หากได้รับการเปิดวิสัยทัศน์โลกทัศน์  จากการไปสอบถามผู้รู้หรือการไปแลกเปลี่ยนความคิดในงานสัมนาวิชาการนานาชาติก็จะทำให้ลดข้อด้อยตรงนี้ลงไปได้มาก   

ถึงแม้ว่ามาตราฐานการศึกษาในระดับสูงของญี่ปุ่นในหลายด้านจะไม่ถึงมาตรฐานสากล แต่ต้องอย่าลืมว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลก  ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จได้ก็คือ  ความมุ่งมั่น  ความทุ่มเท  ความขยัน  ความต้องการเป็นมืออาชีพ  และความรักชาติ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่านักศึกษาที่มาศึกษาที่ญี่ปุ่นจะได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตและจากกระบวนการศึกษาที่ญี่ปุ่นนี้เป็นอย่างดี  
   

สิ่งที่อยากจะบอกกับรุ่นน้องที่สนใจมาศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น

 

การมาเรียนที่ญี่ปุ่นนั้นมีทั้งข้อดีและข้อด้อย  อยากให้ทุกคนทำการบ้านและค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียน  อาจารย์และสาขาที่เรียนมาเป็นอย่างด ีเพราะว่านี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญจุดหนึ่งในชีวิต    เตรียมตัวด้านภาษาให้ดี  และหากมาที่ญี่ปุ่นก็ขอให้ได้ภาษาญี่ปุ่นกลับไปด้วย 

และท้ายที่สุด ขอฝากแง่คิดจากหนังเรื่อง Forrest Gump การใช้ชีวิตก็เหมือนกับการเลือกช๊อคโกแล๊ตในกล่อง  คุณเลือกซ๊อคโกแลตได้แต่คุณจะไม่รู้รสชาติของมันจนกว่าคุณจะได้กินมัน   ดังนั้นจงเลือกให้ดีที่สุดและเมื่อเลือกแล้วไม่ว่ามันจะมีรสชาติอย่างไรก็ขอให้ตั้งใจกับสิ่งที่คุณเลือกให้เต็มที่  ขอให้ทุกคนโชคดีและประสบความสำเร็จในชีวิตครับ


กลับ

 

Copyright©2009 Lighthouse Info Service Co, Ltd. All rights reserved.