|
มาเรียนที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร |
| |
ก็ได้รับทุน Panasonic มาศึกษาต่อในระดับปริญญาโทครับ สำหรับทุน Panasonic นั้นจะเป็นทุนสำหรับคนที่ต้องการไปศึกษาต่อในสายวิศวกรรมศาสตร์ไม่ก็สายวิทยาศาสตร์
สำหรับการสอบก็จะแบ่งเป็น 3 รอบด้วยกัน รอบแรกกับรอบสุดท้ายนั้นจะเป็นการสอบสัมภาษณ์ ส่วนรอบที่สองก็จะเป็นการเข้า camp
หลังจากได้ทุนแล้วเราก็ต้องสมัครเป็นนักเรียนวิจัยโดยส่งจดหมายแนะนำตัวเองไปหาอาจารย์ที่ญี่ปุ่นในแลบที่เราต้องการศึกษา |
| |
|
 |
การเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของคุณ code ต้องผ่านขั้นตอนอย่างไรบ้าง |
| |
ก็พอมาถึงญี่ปุ่นปีแรกนั้นเขาก็จะให้เป็นนักเรียนวิจัย (Research student) ก่อนเป็นเวลา 1 ปี เพื่อที่จะได้เรียนภาษาแล้วก็เตรียมสอบเข้าแหละ สำหรับการสอบเข้านั้น ก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละมหาวิทยาลัย และก็ภาคที่เราจะสอบ แต่โดยมากแล้วก็จะมีการสอบเข้าปีละ 2 ครั้ง ในเดือนกันยายนกับเดือนกุมภาพันธ์
สำหรับการสอบนั้นก็จะมีทั้งสอบข้อเขียน (เขียนจริงๆ ไม่มี choice นะ) แล้วก็สอบสัมภาษณ์ แต่สำหรับนักเรียนต่างชาติโดยมากเขาก็จะอนุโลมให้เขียนตอบเป็นภาษาอังกฤษได้แหละ อันนี้ไม่ต้องกังวล ถ้าโชคดีหน่อยบางที่ก็อาจมีแต่สัมภาษณ์อย่างเดียวก็ได้นะ ก็ถ้าสอบผ่านตอนเดือนกันยาได้ เราก็จะสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าหลักสูตรตอนเดือนตุลาคมหรือเดือนเมษายนปีถัดไปก็ได้
ถ้าจะให้แนะนำก็เลือกเข้าหลักสูตรตอนเดือนเมษาน่าดีกว่า จะได้มีเวลาครี่งปีเรียนภาษาแล้วก็ไปเที่ยวได้อย่างเต็มที่ เพราะพอเข้าป.โทไม่ก็ป.เอกแล้วงานก็จะยุ่งพอควร
|
| |
|
 |
ทำวิจัยเรื่องอะไร ทำไมจึงเลือกทำวิจัยด้านนี้ หรือเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาท่านนี้ |
| |
ตอนนี้ทำวิจัยเกี่ยวกับระบบสื่อสารความเร็วสูงด้วย Fiber optic
ที่เลือกเรียนสาขานี้ก็เพราะว่ามีความสนใจในเรื่องระบบสื่อสาร หลังจากได้ทุนพี่ก็ไปขอคำปรึกษาจากอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยว่าอยากจะเรียนในเรื่องนี้ มีที่ไหนที่พอจะให้คำแนะนำให้ได้บ้าง
หลังจากที่ได้ข้อมูลมาแล้วเราก็ด้องมาเลือกดูว่าที่แลบไหนตรงกับที่เราอยากเรียนที่สุด โดยไปศึกษาดูผลงานต่างๆ ของแลบนั้นๆ จากนั้นจึงไปขอให้อาจารย์ช่วยเขียนจดหมาย recommend แล้วก็ส่งจดหมายแนะนำตัวเองไปสมัครโดยตรงกับอาจารย์ในแลบที่ต้องการเรียน |
| |
|
 |
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนสาขาวิชานี้ที่ญี่ปุ่น |
| |
สำหรับการเรียนการสอนของที่นี่ก็จะเน้นการทำวิจัยเป็นหลัก ไม่ค่อยเน้นการเรียนแต่ในวิชาเรียนเท่าไหร่ ดังนั้นจึงต้องกระตือรือร้นหาความรู้เพิ่มเติมแล้วก็คิดหาไอเดียใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
อย่างในแลบก็จะมีการสัมมนาทุกสัปดาห์ ซึ่งแต่ละคนก็จะพลัดกันมาบรรยายในหัวข้อที่ตนเองศึกษาอยู่ เพื่อให้คนอื่น ๆ ได้มีความรู้ในหลาย ๆ ด้านไม่ใช่แต่ในเรื่องที่ตัวเองทำอย่างเดียว สิ่งหนึ่งที่ชอบก็คือการเน้นการแสดงความคิดเห็น อย่างเช่นหลังจากการบรรยายเสร็จ แต่ละคนก็จะช่วยถามหรือเสนอความคิดเห็นในแง่ต่างๆ ซึ่งทำให้แต่ละคนสามารถทำงานวิจัยกันได้เร็วมาก
อีกอย่างที่ประทับใจก็คงเป็นความเพียบพร้อมของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในงานวิจัยของแลบซึ่งทำให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด |
|
|
 |
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษาต่อที่ญี่ปุ่นในภาพรวม |
| |
โดยภาพรวมก็สนุกดีนะ ก็ถ้าจะมีปัญหาก็คงเป็นแต่ช่วงแรกๆ ในเรื่องภาษากับการปรับตัวนิดหน่อย เพราะเกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะทั้งเรื่องในชีวิตประจำวันหรือการเรียนการสอน โดยมากจะใช้แต่ภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด แต่ถ้าผ่านจุดนั้นไปได้แล้วชีวิตโดยรวมก็จะสบายแล้วก็สนุกแหละ
เพราะนอกจากการเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วที่ญี่ปุ่นนั้นมีที่ให้เที่ยวแล้วก็กิจกรรมให้ทำเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามแต่ละฤดู ไม่ว่าจะเป็นการชมดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิ, เทศกาลดอกไม้ไฟในหน้าร้อน, ดูใบไม้แดงในดูใบไม้ร่วง หรือเล่นสกีในหน้าหนาว
|
| |
|
 |
สิ่งที่อยากจะบอกกับรุ่นน้องที่สนใจมาศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่น
|
| |
ชีวิตในญี่ปุ่นโดยรวมจะค่อนข้างจะแตกต่างจากที่ไทยพอสมควร ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คงจะเป็นการปรับตัวแล้วก็ภาษา ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้ชิวิตในญี่ปุ่นไม่ว่าจะจากหนังสือหรือตาม web ต่างๆ ก่อนที่จะมาก็ดีนะ
แล้วถ้ายิ่งได้ภาษาญี่ปุ่นก่อนมาบ้างนิดหน่อยก็จะทำให้สบาย อีกอย่างที่อยากฝากไว้ก็คือการแบ่งเวลาให้เป็น ชีวิตที่นี้จะค่อนข้าง free พอสมควรไม่มีใครมาคุมเรา แล้วก็อุตส่าห์มาเรียนถึงญี่ปุ่น ก็อยากให้พยายามเก็บประสบการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะจากการ ท่องเที่ยวกิจกรรมต่างๆ อย่ามัวแต่หมกมุ่นแต่เรียนอย่างเดียวละกัน
|