กล่องที่ 4 – มาทำงานพิเศษกันดีกว่า !!!!


ยังจำกันได้มั้ยครับว่า
กล่องความทรงจำกล่องที่แล้ว พวกเราคุยกันถึงเรื่องทุนการศึกษาว่ามีหนทางไปสู่ดวงดาวยังไง ซึ่งง่ายบ้าง ยากบ้าง ยากมากบ้าง ยากม๊ากมากบ้าง สำหรับกล่องที่ 4 นี้ ผมว่าพวกเรายังคงมาวกวนเวียนกันกับเรื่องเงิน ๆ ทองๆ ต่อดีกว่า อ๊ะ..อ๊ะ..อ๊ะ.. แต่ว่าคราวนี้ต้องออกแรงเหนื่อยกันมากกว่าเดิมซักหน่อยล่ะนะ เพราะกว่าจะได้เงินมา เราคงต้องใช้หยาดเหงื่อ แรงงาน แรงกาย แรงใจ แรงสมองแลกมา ใช่แล้วครับ !! ผมกำลังจะพูด คุย และเล่าให้คุณ ๆ ฟังกันถึงเรื่อง "การทำงานพิเศษ" นั่นเอง

แค่พูดคำว่า "ทำงานพิเศษ" เด็กไทยเราส่วนใหญ่ ซึ่งอาจจะรวมถึงน้องๆที่กำลังอ่านอยู่นี่บางคน ก็พาร้องยี้! อี๊! แหยะ! แหวะ! อึ๋ยย ! กันหมดแล้ว ก็วัยรุ่นไทยมักจะคิดนะครับว่าการทำงานพิเศษเป็นเรื่องน่าอาย แฮ่ๆๆๆ แต่จะว่าไปแล้ว ผมขอสารภาพเลยนะครับ ว่าผมเองก็เคยรู้สึกแบบที่ว่านี้เหมือนกัน ลองนึกดูซิครับ หากนายโจอี้ (นามสมมติ) จะอาย อ๊าย อายขนาดไหน ถ้าหากเพื่อนๆ ที่เซนคาเบรียลมาเห็นว่าหมอนี่กำลังรับออเดอร์ไอติม หรือเข็นรถติ่มซำในร้านสุกี้อยู่ แถมค่าแรงในเมืองไทยก็ถูกแสนถูก เท่าที่ผมเคยรู้มา คุณๆ ทราบกันมั้ย ว่าน้องๆ ที่ทำงานพิเศษตามร้านอาหารได้ค่าแรงชั่วโมงละ 20 กว่าบาทเท่านั้นเอง

แต่จริงๆ แล้วการทำงานพิเศษ มันเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมด๊า ธรรมดา อย่างในกรณีของญี่ปุ่น ยิ่งกลับตาลปัตรกับความคิดของเด็กไทย วัยรุ่นที่นั่นเค้ามีค่านิยมกันว่า เด็กคนไหนไม่ได้ทำงานพิเศษ ไม่ได้หาเงินด้วยตัวเอง เด็กพวกนี้ต่างหากที่จะต้องอายเพื่อน เค้าจะรู้สึกว่าการได้ทำงานหาเงินใช้เองเนี่ย มันเท่ห์ มันเจ๋ง ที่ไม่ต้องแบมือขอเงินพ่อแม่ เพื่อนคนญี่ปุ่นของผม ทำงานพิเศษทุกคนครับ !!! บางคนเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุด บางคนขายไก่ทอดอยู่ KFC บางคนทำอยู่ร้านคาราโอเกะ บางคนเสริฟอยู่ที่ร้านอาหารจีน

 






นักเรียนไทยในญี่ปุ่นก็เหมือนกัน น้อยคนจริงๆ ประมาณว่าไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์หรอกครับที่จะไม่เคยทำงานพิเศษ ส่วนใหญ่แล้วเค้าจะทำกัน เพราะงานพิเศษที่ญี่ปุ่นนี่ มีให้ทำกันเยอะแยะตาแป๊ะไก่ สารพัดสารพันประเภท ไม่ใช่ว่าจะมีแต่งานใช้แรงงานอย่างเดียวซะที่ไหน เช่น เสริฟอาหาร สอนภาษาไทย โทรศัพท์หาลูกค้า ล้างจาน นวดแผนโบราณ ไกด์นำเที่ยว ล่ามแปลภาษา รับแปลเอกสาร ทำงานหนังสือพิมพ์ ช่วยงานสถานทูต รับจ้างตามงานเทศกาลต่างๆ สอนทำอาหารไทย เล่นดนตรี เป็นต้น ใครถนัดอันไหนก็เลือกกันได้ตามความถนัด ตามความสะดวก

ยิ่งไปกว่านั้น ค่าแรงของการทำงานพิเศษในญี่ปุ่นนี่มันดึงดูดใจซะเหลือเกินครับ ค่าขนมงามๆ แบบนี้ ใครล่ะจะอดใจไหว อย่างงานทั่วไป เช่น เสริฟอาหาร โดยปกติเราก็จะได้กันประมาณชั่วโมงละ 800 เยน แต่ถ้าหากเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะมากหน่อยอย่างสอนภาษาไทย หรือเป็นล่าม ค่าแรงก็พุ่งกระฉูด เริ่มตั้งแต่ชั่วโมงละ 2,500 เยน ไปจนถึงชั่วโมงละ 7,500 เยน ผมก็เคยเห็นเพื่อนนักเรียนไทยในญี่ปุ่นทำมาแล้ว เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมจะเล่าเกร็ดชีวิตการทำงานพิเศษมาเล่าให้คุณฟังกัน เริ่มกันที่งานยอดฮิตในหมู่นักเรียนไทยทั่วโลก นั่นคือ " การเสริฟอาหาร " ครับ

สำหรับเรื่องเสริฟนี่ต้องขอยอมรับว่า ผมไม่มีประสบการณ์จริงนะครับ พยายามจะหาที่เสริฟซักกะที่ ก็ไม่มีโอกาสซักกะที แต่รับรองว่าเล่าได้ครับ ก็เพราะว่าฟังมาเยอะนี่ครับ !!!!

การเสริฟอาหารเนี่ย ดูเหมือนจะเป็นงานที่หาทำได้ง่ายที่สุด และเป็นงานที่มีนักเรียนไทยทำเยอะมากที่สุดในญี่ปุ่น สาเหตุหนึ่งเลยก็เป็นเพราะร้านอาหารไทยในญี่ปุ่นนี่มันมีมาก.ก.ก.มาย.ย.ย.ย ซะเหลือเกินครับ แถมการเสริฟมันก็ไม่ต้องใช้ทักษะ ความสามารถอะไรพิเศษ เพียงแค่คุณแรงดีพอใช้ พูดภาษาญี่ปุ่นพอได้ ก็ทำงานได้แล้วล่ะครับ แต่คนที่เพิ่งไปใหม่ๆ และภาษาญี่ปุ่นยังอ่อนแอ ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะว่าไปแล้ว การเสริฟอาหารเนี่ย มันใช้คำศัพท์ภาษาญี่ปุ่นไม่กี่คำหรอกครับ จำพวก อร่อย เผ็ด หวาน เนื้อหมู เนื้อปลา จะสั่งอะไร รอซักครู่ มากี่คน รับเครื่องดื่มอะไร ทำนองนี้ แรกๆ ก็ท่องๆจำๆ ทำให้เจ้าของร้านเห็นไปก่อนว่าพอพูดได้ เดี๋ยวอีกซักพักก็จะคุ้นเคยครับ หรือจะลองไปเริ่มต้นจากการล้างจานก่อนก็ได้ แต่อันนี้ไม่ค่อยมีนักเรียนอยากทำเท่าไหร่หรอก เพราะว่ามันเหนื่อย ล้างจนมือเปื่อยนั่นแหละกว่าจะได้เงิน แล้วไม่ใช่เพียงแค่นี้ สำหรับคนที่ภาษาญี่ปุ่นเจ๋งๆ แล้วนอกจากร้านอาหารไทย ร้านอาหารชาติอื่นๆเราก็มีสิทธิ์นะครับ เช่น ร้านอาหารจีน อิตาเลียน อินเดีย หรือแม้กระทั่งร้านอาหารญี่ปุ่น



สำหรับการสมัครงานเสริฟ ส่วนใหญ่จะเป็นการแนะนำกันจากคนที่เคยทำอยู่หรือทำมาก่อน ซึ่งน่าจะให้คำแนะนำจากประสบการณ์จริงได้ดีกว่า ว่าร้านไหนเขี้ยว ร้านไหนเขี๊ยว...เขี้ยว หรือ ร้านไหนใจดี พวกร้านที่ขึ้นชื่อว่าดีอย่างนั้นดีอย่างดี อาจจะต้องมีการจองคิว หรือฝากฝังการเข้าทำงานก็มี แม้จะเป็นแค่งาน เสริฟ ก็มีใช้เส้นสายเหมือนกันนะครับเนี่ย !!! ที่ต้องมีถึงขั้นนี้ ก็เพราะว่าไอ้ร้านไหนที่ขึ้นชื่อโหดๆ เนี่ย มันโหดจริงๆ นะครับ ถ้าเลือกได้ก็อย่าไปทำดีกว่า ลองฟังดูก็ได้เช่น เวลาเสริฟอาหารจากครัว ต้องเสริฟให้ได้หลายจานมากที่สุด จะมาเดินนวยนาดเสริฟทีละจานสองจานไม่ได้ หรือประเภทโหดเรื่องเวลา สายไม่ได้แม้แต่นาทีสองนาที หรือจำพวกใช้งานแหลก แค่เสริฟไม่พอ ยังต้องทำเวรล้างจาน ล้างห้องน้ำอีก แล้วก็มีพวกโหดปากร้าย ทั้งบ่น ทั้งว่า แถมวันดีคืนดีมีอาละวาด ตวาดแถมอีก ร้านพวกนี้แม้มั๊นไม่ค่อยมี แต่มั๊นก็ยังมี นักเรียนอย่างเราๆ ถ้าไม่อึดจริง ก็ทนกันไม่ค่อยไหวหรอกครับ แต่ถ้าเป็นมือใหม่ที่ไม่รู้จักใครจริงๆ ก็อาจจะเดินหรือโทรศัพท์เข้าไปถามตำแหน่งว่างได้เลย อันนี้ก็ต้องลองดูกันไป


หันมาดูรายละเอียดการทำงานบ้างดีกว่า เริ่มจากเวลาทำงานซึ่งสามารถเลือกกันได้ตามใจชอบ ซึ่งเวลายอดนิยมก็ได้แก่ช่วงตอนเย็นๆ หลังเลิกเรียน ประมาณ 4-5 ชั่วโมง ตั้งแต่ 6โมงเย็นเป็นต้นไป ถ้าเป็นวันหยุด หรือช่วงปิดเทอมก็อาจจะทำทั้งวัน อย่างบางคนที่ผมรู้จัก จัดเวลาได้เก่งหน่อย ก็เสริฟได้สองสามร้านก็มี พูดถึงเรื่องชั่วโมงในการทำงานก็ขอเสริมนิดหน่อยว่า จริงๆ แล้วญี่ปุ่นเค้าก็มีกฎระบุจำนวนชั่วโมงที่นักเรียนสามารถทำงานพิเศษได้ใน 1 อาทิตย์อยู่เหมือนกัน แต่ถ้าทำงานกับร้านอาหารไทยแล้วละก้อ ลืมเรื่องนี้ไปได้เลย ใครมีแรง มีเวลาเสริฟได้เท่าไหร่ก็เสริฟไป แถมค่าแรงก็ไม่ถูกหักอะไร ใดๆทั้งสิ้น
 





ส่วนค่าจ้าง เราก็จะได้จากค่าจ้างล้วนๆ คือประมาณชั่วโมงละ 800 เยน และไม่มีค่าทิป จะต่างกับนักเรียนในแถบอเมริกา อังกฤษ ที่จะได้ค่าจ้างต่อชั่วโมงต่ำ แต่รายได้หลักๆจะไปอยู่ที่ค่าทิป ค่าจ้างที่นี่เค้าก็จะจ่ายเป็นรายเดือนนะครับ ถ้าวัดจากการทำงานแบบ(เหนื่อย)เป็นปกติ โดยถัวเฉลี่ยก็จะได้กันประมาณเดือนละ 70,000 - 100,000 เยน แถมเราจะได้ค่าเดินทางจากบ้าน หรือจากมหาวิทยาลัยมาอีกด้วย เรียกว่าจะนั่งรถไฟบนดิน ลงต่อใต้ดิน โผล่มาต่อรถบัส จะกี่ต่อๆ ร้านเค้าก็รับผิดชอบในส่วนนี้ให้ครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ค่อยมีใครหวังเงินส่วนนี้หรอกครับ ใครล่ะจะอยู่ดีๆไม่ว่าดี หาเรื่องเลือกทำงานที่ไกลๆให้เหนื่อยเปล่า มีแต่จะพยายามเลือกร้านให้ได้สถานที่เหมาะเหม็ง โป๊ะเชะ เช่น แถวๆมหาวิทยาลัย เพราะเท่ากับว่าจะไปเรียนฟรี แบบไม่ต้องเสียค่าเดินทาง นอกจากนี้ร้านอาหารทุกร้านยังมีอาหารให้เราอีกด้วยนะครับ ช่วยประหยัดค่าข้าวไปอีกมื้อ ยิ่งถ้าแจ๊คพอตเจอเจ้าของร้านน่ารักๆ ใจดีๆ เรายังได้กับข้าวอร่อยๆ ห่อกลับบ้านไปตุนเป็นเสบียงในมื้อต่อๆ ไปอีกต่างหาก คิดดูสิครับ ยิ่งค่าอาหาร ค่าเดินทางในญี่ปุ่นแพงยิบแพงยับยังกับอะไรดีแบบนี้ คิดไปคิดมารวมแล้วเดือนๆ นึงก็ได้เยอะอยู่เหมือนกัน

แม้จะเหนื่อยอยู่ซักหน่อย สำหรับคนที่ต้องเรียน(หนัก) ไปด้วย แต่ถ้าคิดถึงรายได้ ผลประโยชน์ต่างๆ เพื่อนใหม่ และประสบการณ์ดีๆ (หรืออาจจะไม่ดีบ้าง) ที่เราจะได้รับแล้ว มันก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยนะครับ เอาเป็นว่าอ่านถึงตอนนี้แล้ว ก็เก็บรวบรวมเป็นข้อมูลเอาไว้ก่อน แล้วรอฟังงานพิเศษที่น่าสนใจอื่นๆ ในกล่องใบต่อไป กล่องใบที่ห้ากันดีกว่า เผื่อจะมีซักงานที่คุณยกให้เป็นงานในฝันของคุณ ....




กลับหน้าหลัก Memory Box



ส่งอีเมล์แนะนำ ติชม พูดคุยหรือสอบถามข้อสงสัยกับหนุ่มโอ๊ตได้ที่นี่ค่ะ oat@jeducation.com

Copyright©2000 Lighthouse Info Service Co, Ltd. All rights reserved.