กล่องที่ 6 – อันตรายในญี่ปุ่น ???



สวัสดีครับ...
กลับมาเจอและมาช่วยกันไขกล่องความทรงจำใบต่อไปกันอีกแล้วนะครับ

สำหรับกล่องนี้ก็เป็นความทรงจำกล่องที่ 6 เข้าไปแล้วนะเนี่ย สำหรับเรื่องราวในกล่องนี้ใบนี้ ผมได้รับฟีดแบ็ก คำแนะนำจากเวปมาสเตอร์กลับมาว่า พวกเราได้ฟังเรื่องราวสนุกๆ ประสบการณ์ดีๆ จากกล่องใบแรกๆ มากันแล้ว คราวนี้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาลองฟังเรื่องราวที่ไม่ดี ที่ไม่น่าอภิรมย์ หรือน่าระวัง กันดูบ้างดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกี่ยวกับสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันในญี่ปุ่น เผื่อคุณๆ จะได้ใช้เป็นแนวทางในการป้องกันตัวเอง ไม่ให้ต้องไปพานพบประสบเจอกับเรื่องราวที่มันไม่ค่อยจะสู้ดีนัก


หลังจากรู้ว่าจะต้องมาบอกเล่าเรื่องแบบนี้ ก็ต้องเริ่มคิดกันหนักเลยล่ะครับ ผมต้องพยายามเค้น พยายามเฟ้น นึกย้อนไปในอดีตว่ามันมีเรื่องไม่ดีอะไรบ้างน้า ซึ่งว่าไปแล้วก็ยากเอาการอยู่เหมือนกันนะครับ แหม! ก็อย่างที่รู้ๆ กันแหละครับ ประเทศญี่ปุ่นเนี่ย แทบจะเรียกได้ว่าปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเลยทีเดียว ปัญหาอาชญากรรมปล้นจี้ ลักเล็กขโมยน้อยอะไรเนี่ยก็มีไม่สูง (ซึ่งถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาแต่ละที ตามสถิติแล้วส่วนใหญ่กว่าแปดสิบ เก้าสิบเปอร์เซนต์มักจะก่อเหตุโดยชาวต่างชาติ เช่น ชาวจีนครับ) ปัญหาเหยียดสีผิว เหยียดชนชาติ ก็ไม่มีเหมือนพวกอเมริกา พวกยุโรปเค้า แต่เอาเป็นว่าผมจะเล่าให้ฟังเป็นเรื่องๆไปละกันนะครับ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าบางเรื่องคุณๆ ฟังแล้วอาจจะรู้สึกขำๆ ว่าเนี่ยนะเหรอเรื่องไม่ดี
Koban และ Chuuzaisho

ระบบการรักษาความปลอดภัย ที่มีประสิทธิภาพสูง และเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น คือ โคบังและชูไซโฉ

โคบัง หมายถึงป้อมตำรวจซึ่งอยู่ในเมือง ส่วนชูไซโฉนั้นหมายถึงสถานีตำรวจย่อย ซึ่งโดยมากจะอยู่ในต่างจังหวัด ในประเทศญี่ปุ่น จะมีโคบังและชูไซโฉกระจายอยู่ทั่วทุกมุมเมือง จึงทำให้ตำรวจสามารถตรวจตรา ดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างทั่วถึง รวมถึงจับกุมอาชญากรได้อย่างรวดเร็ว ในกรณีที่เกิดเหตุร้าย




อันตรายจากการข้ามทางรถไฟ...

เรามาเริ่มเรื่องแรกกันที่การข้ามทางรถไฟครับ ฟังดูแล้วเหมือนกับว่าจะไม่มีอะไรน่าอันตราย แต่ทว่าในเมืองใหญ่ๆในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในโตเกียว ที่ใช้การเดินทางคมนาคมโดยรถไฟซะเป็นส่วนใหญ่ ก็เลยทำให้ทางรถไฟมีเยอะตามไปด้วย คราวนี้ลองคิดตามนะครับว่า ในชั่วโมงเร่งด่วน รถไฟต้องวิ่งถี่ขึ้น อาจจะเป็นทุกๆ 3 นาที 5 นาที มิหนำซ้ำบางทีรถไฟสองรางซ้ายขวาดันมาไม่พร้อมกัน กลายเป็นว่าเดี๋ยวขบวนนั้นมาทางซ้าย เดี๋ยวขบวนนี้มาทางขวา ก็เลยทำให้ไอ้เจ้าไม้กั้นทางรถไฟต้องทำงานหนัก ต้องติ๊ง..ต๋อง ติ๊ง..ต๋องลงมากั้นบ่อยๆด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เฉพาะรถไฟนี่ครับที่ต้องเร่งด่วน คนทำงาน นักเรียน แม้กระทั่งแม่บ้าน ที่ยืนรอจะข้ามทางรถไฟเค้าก็เร่งด่วนด้วยเหมือนกัน ก็เลยจะมีบางคนแอบใช้วิชานินจาประจำชาติ มุดไม้กั้นวิ่งชะแว๊บข้ามไปก่อน (ต้องเรียกว่าชะแว๊บล่ะครับ เพราะมุดกันเร็วมากๆๆ) พอมีคนนึงชะแว๊บนำ อีกหลายๆคนก็จะชะแว๊บตาม แถมบางคนยังทีเด็ดสุดๆ ไม่มุดตัวเปล่าหอบเอาจักรยานมุดไปด้วยก็มีครับ

ไอ้นิสัยชอบชะแว๊บนี่แหละครับ ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาบ่อยๆ แต่ที่เป็นเคสดังๆ ก็คงเป็นกรณีที่ดาราชายชื่อดังคนนึงของญี่ปุ่นถูกรถไฟชนตาย ก็เพราะเค้าคุยโทรศัพท์มือถือครับ คุยไปแล้วก็มุดไม้กั้นไปด้วย พอมองซ้ายไม่เห็นรถไฟก็เลยเดินข้ามต่อ แต่ด้วยความที่คุยเพลินอยู่จนไม่ได้ระวัง ก็เลยไม่ทันได้ยิน และได้เห็น รถไฟที่วิ่งมาอีกด้านนึง ก็เลยโดน...เปรี้ยงเข้าให้ !!!! นอกจากนี้แล้วก็ยังมีอีกประเภทนะครับ พวกนี้ (โดยเฉพาะพวกที่ขี่จักรยาน) พอเห็นว่าไม้กั้นจะลงมา ก็รีบบึ่ง ปั่นเต็มที่เพื่อให้ลอดไปได้ทัน แต่โชคก็ไม่ได้ดีเสมอไป บางทีก็มีคำนวนผิดครับ ผ่านไปไม่พ้น หัวทิ่มหัวคะมำกันไป บางรายก็ผ่านไปได้ แต่ด้วยความเร็วจัด ก็อาจไปชนกับรถ ชนกับคนที่อยู่อีกด้าน อันนี้ก็เห็นกันบ่อยไป



โจรขโมยจักรยาน !!!

เรื่องต่อไป เปลี่ยนแนวมาดูเรื่องขโมยขโจรกันบ้างละกัน ผมว่าสิ่งของที่หายกันมากที่สุดในญี่ปุ่น น่าจะเป็นจักรยานนะครับ คนญี่ปุ่นเค้าใช้จักรยานกันเยอะเพื่อขับจากบ้านไปสถานีรถไฟ หรือไปที่ใกล้ๆ ละแวกบ้าน ดังนั้นบริเวณสถานีรถไฟก็จะมีรถจักรยานไปจอดกันละลานตาเต็มไปหมด รวมไปถึงตามข้างทาง หน้าร้านอาหาร หน้าร้านเกมส์ อะไรแบบนี้ด้วย ซึ่งนั่นล่ะครับมันทำให้จักรยานหายไปได้ง่าย ๆ แต่สาเหตุที่เค้าขโมยจักรยานกันเนี่ย ไอ้ที่จะเอาไปขายแลกเงิน หรือเอาขโมยไปใช้ส่วนตัวที่บ้านมันก็คงจะมีบ้างแต่น้อยมากครับ เพราะมันคงจะเสี่ยงและยากไปซะหน่อยเนื่องจากจักรยานที่นี่ทุกคัน ต้องมีการลงทะเบียนเหมือนๆ กับทะเบียนรถยนต์นี่เลยล่ะครับ ถูกจับได้ขึ้นมาล่ะซวยกันยกใหญ่ ไม่คุ้มค่าจักรยานแน่ แต่ที่เค้าขโมยกันเนี่ย ส่วนใหญ่เค้าจะแค่ขี่ไปในที่ที่เค้าๆ ต้องการแค่นั้นเองครับ พอถึงจุดหมายปลายทางแล้วเค้าก็ทิ้งไว้อย่างนั้นแหละครับ มักง่ายกันจริง..จริ๊ง..


สำหรับประสบการณ์ส่วนตัวตลอด 2 ปีที่ผมอยู่ที่ญี่ปุ่น ผมเคยโดนขโมยจักรยานคู่ชีพครั้งนึงครับ ที่หน้าเจ็บใจก็ตรงที่หายไปจากที่จอดตรงหน้าห้องพักเลยครับ ว่าไปแล้วก็ไปโทษใครไม่ได้ มันเป็นความเลิ่นเล่อของผมเองล่ะครับที่ไม่เคยล็อคจักรยานเมื่อจอดที่หน้าห้อง เพราะคิดว่ามันปลอดภัย ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ ขนาดที่ว่าไม่เคยล็อคห้องก่อนออกจากบ้านเลย (เพราะขี้เกียจพกกุญแจบ้าน กลัวกุญแจหาย... คิดได้ไงกันเนี่ย!!!) เพิ่งมาล็อคบ้าน ล็อคจักรยานอีกทีก็หลังจากที่จักรยานหายไปนี่แหละครับ แต่คงเป็นเพราะฟ้าลิขิตให้ผมเกิดมาเป็นคู่กับมัน เพราะอีกสองอาทิตย์หลังจากแจ้งความ ตำรวจก็โทรมาบอกว่าพบจักรยานของผมแล้ว จอดอยู่ที่สถานีรถไฟห่างจากบ้านผมไปสองสถานี ซึ่งสภาพทรุดโทรมมาก แทบจะจำไม่ได้ว่าเคยขี่คันนี้มาหลายเดือน แต่ด้วยความเสียดายผมเลยต้องเข็นมันกลับบ้าน (เดิน 2 สถานี!!!!) แล้วตัดใจสละมันไปให้กับรุ่นน้องคนนึง ซึ่งมันมั่นใจว่า มันจะเอาไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขดัดแปลงพัฒนาต่อเติมจนกลับมาใช้ได้อีก (ซึ่งมันก็ทำได้ครับ มันเก่งจริงๆ ยกนิ้วให้เลย)




ตำรวจและด่านตรวจ

พอพูดถึงเรื่องนี้ ก็เลยทำให้โยงคิดไปได้อีกเรื่องนึง นอกจากจะต้องระวังไม่ให้จักรยานเราโดนแฮ็ปไปแล้ว ตัวเราเองก็ต้องระวังอย่าเผลอใจไปแฮ็ปของคนอื่นเค้าด้วยล่ะครับ เดี๋ยวจะเหมือนน้องคนไทยคนนึงที่เกือบซวยไปตลอดกาลซะแล้ว ก็น้องคนนี้เค้าเกิดขี้เกียจเดินกลับบ้านครับ แล้วพลันสายตาก็เหลือบไปเห็นจักรยานที่จอดตรงสถานีไม่ได้ล็อคเอาไว้ เจ้าน้องคนนี้ก็เลยปิ๊งไอเดีย (แย่ๆ) คิดจะขี่จักรยานกลับบ้าน ทุ่นแรง ประหยัดเวลา แต่ก็ยังแอบเป็นคนดีเล็กๆ โดยคิดว่าพรุ่งนี้ตอนเช้าจะเอามาจอดคืนให้ที่เดิมเลยนะคร้าบบ แต่คงเป็นเพราะดวงมันคงกำลังตก ราหูกำลังจะเข้ามาอม พอดีมั้งครับ ขี่ไปฮัมเพลงไปอยู่ดีๆ ก็ดั๊นไปเจอด่านตรวจของตำรวจเข้าให้ แล้วเรื่องอะไรจะยอมโดนตรวจให้โง่ เดี๋ยวก็รู้สิว่าขโมยมา ด้วยความตกใจ มันก็เลยปั่นจักรยานหนีครับ ตำรวจเห็นพิรุธก็เลยปั่นตาม ปั่นไปได้ซักพักพอเกือบจะทันอยู่ร่อมร่อมันก็ทิ้งจักรยานวิ่งหนีต่อ เข้าซอกนั้นออกซอยนี้ เหมือนในหนังยังไงยังงั้นเลยครับ แต่ท้ายสุดมันก็ถูกตำรวจจับได้ โชคยังดีนะครับ ที่เป็นตำรวจญี่ปุ่นไม่ใช่ตำรวจไทย ไม่งั้นคงจะต้องโดนตุ๊บตั๊บซะสองสามที คิดเป็นค่าวิ่งตาม ซึ่งเรื่องนี้ก็จบลงตรงที่มีผู้ใหญ่ไปช่วยพูดให้ว่าเด็กมันไม่รู้จริงๆ เด็กมันมาเรียน ตำรวจก็เลยลงบันทึกไว้ตามปกติแล้วก็ปล่อยตัว ไม่งั้นละก็ ได้ถูกส่งกลับไทยแลนด์แหงๆ

ไอ้เรื่องตำรวจตั้งด่านตรวจเนี่ย ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำใจไว้ครับ เพราะคงจะต้องโดนแน่ๆ จะโดนมากโดนน้อยก็แล้วแต่ทำเลที่คุณๆ อยู่กัน ผมน่ะโดนจับตรวจเป็นประจำ (จนเริ่มขาดความมั่นใจในใบหน้าตัวเองว่าสงสัยจะเหมือนพวกต่างด้าวมากมายขนาดนั้นเลยเหรอนี่) ครั้งแรกๆที่โดนตรวจนี่ ผมจะกลัวมากเลยครับ เพราะไม่รู้จะพูดยังไง พูดก็ไม่ค่อยจะเป็น จะเถียง จะอธิบายอะไรก็ไม่ถนัด ซึ่งสงสัยเป็นเพราะความกลัวนี่เอง ใบหน้ามันก็เลยเลิกลั่ก ส่อพิรุธ ตำรวจก็เลยโบกจักรยานขอตรวจบัตรด่างด้าว บัตรนักศึกษา แล้วก็เช็คทะเบียนจักรยาน ซึ่งถ้าเรามีครบทุกอย่างถูกต้อง ก็ไม่มีอะไรครับ เค้าก็จะปล่อยให้เราไป ซึ่งหลังๆมานี่ ผมถูกจับตรวจจนชิน ดังนั้นพอเจอด่านตรวจ ผมก็ไม่รอให้เค้าโบกล่ะครับ ผมจอดให้เค้าตรวจซะเลย แล้วก็ทำหน้าเชิดนิดๆ ยื่นบัตรทั้งหมดให้ตำรวจไป พอเค้าเห็นว่าถูกต้อง แถมยังเป็นนักศึกษาปริญญาโท มหาลัยมีชื่อ เค้าก็จะนอบน้อมกับเรานิดนึง แล้วก็ให้ปล่อยให้เราไปอย่างดิบดี ภูมิใจที่ถูกกฎหมายว่างั้นเหอะ




อ่านกันมาถึงตรงนี้ ได้รู้เรื่องราวกันไปสามสี่แบบแล้ว ก็คงจะได้รู้อะไรเพิ่มไปอีกซักนิดอีกซักหน่อย แล้วเอาไว้ถ้าผมนึกเรื่องอื่นๆ ได้อีกก็จะเอามาบอกเล่าให้ฟังอีกแน่นอน เพราะผมเชื่อว่าการที่คุณๆ ได้รู้เรื่องแบบนี้บ้าง มันจะเป็นการเตรียมอกเตรียมใจของคุณได้ในระดับนึง ว่าแม้ญี่ปุ่นจะขึ้นชื่อลือชาเรื่องความปลอดภัยก็จริง แต่ไม่ว่าจะที่ไหนมันก็ต้องมีความไม่ปลอดภัยแทรกอยู่บ้างด้วยแน่ คิดอย่างนี้ดีมั้ยครับว่านับว่าเป็นโชคดีมากแล้วที่เราจะได้อยู่ในประเทศที่ปลอดภัยอย่างญี่ปุ่น แต่ถ้าจะให้สบายใจขึ้นไปกว่านี้อีก เราก็ต้องอย่าลืมที่จะดูแลตัวเองด้วยนะครับ ต้องตั้งตนอยู่บนความมีสติ และไม่ประมาท เพียงเท่านี้การอยู่ในญี่ปุ่นก็ลืมคำว่าอันตรายไปได้เลยครับ


30 / 10 / 2003




กลับหน้าหลัก Memory Box


ส่งอีเมล์แนะนำ ติชม พูดคุยหรือสอบถามข้อสงสัยกับหนุ่มโอ๊ตได้ที่นี่ค่ะ oat@jeducation.com

Copyright©2000 Lighthouse Info Service Co, Ltd. All rights reserved.