ข้อแนะนำเกี่ยวกับการสอบชิงทุน


อ่ะเเฮ่มๆ ใครอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต (เเละชะตากรรม) ของเด็กทุน College บ้าง รีบๆ เข้ามาอ่านเร๊ว วันนี้เราลดเเลกเเจกเเถมให้ข้อมูลเต็มที่ เเหม! ก็ตอนที่สอบเนี่ยรู้สึกว่าไอ้ทุนเนี้ยะ มัน ลึกลับซับซ้อนเหลือเกิน ไม่มีข้อมูลอะไรซักอย่างมาประเทืองปัญญา (ทึบๆ) นี้บ้างเล้ยย? กว่าจะสอบได้เงี๊ยต้องไปงมเข็มเอาเอง เลือดตาเเทบกระเด็นจนสายตาสั้นไปเยอะ (เกี่ยวกันมั้ยเนี่ยย) ตอนนี้ได้มาอยู่ญี่ปุ่นสมใจเเล้ว ก็อยากจะกระซิบกระซาบฝากข้อมูลเล็กน้อยๆ กับผู้ที่สนใจหมายปองทุนนี้อยู่ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับใครบ้าง (เเบบว่าอยากทำตัวเป็นประโยชน์กะเค้าบ้างไง) เอาล่ะ...ขอเริ่มเลยละกันนะจ๊ะ


ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นประเภทวิทยาลัยเทคนิค (College of Technology) นี่เกือบเรียกได้ว่า เป็นทุนที่ถูกลืม เพราะทุนนี้ไม่ได้สมัครได้โดยตรงที่สถานฑูตเหมือนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นทุนอื่น แต่ต้อง ติดต่อผ่านทางกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งก็คือติดต่อที่โรงเรียนที่เรากำลังเรียนอยู่นั่นเอง มีสิทธิ์ทั้ง โรงเรียนของกรมสามัญศึกษาเเละกรมอาชีวะเลยนะ ทีนี้วิธีคัดเลือกของแต่ละกรมดันต่างกัน สร้าง ความสับสนให้กับเราอีกแล้ว รู้สึกว่ากรมสามัญจะเคี่ยวกว่า เพราะมีสอบหลายรอบเหลือเกิน ไม่เหมือน ของกรมอาชีวะที่ไปวัดดวงเอารอบสุดท้ายได้เลย (นี่คือข้อมูลที่ไปถามเพื่อนที่มาจากกรมอาชีวะน่ะ ไม่รู้ว่าเท็จจริงเเค่ไหนจ้า) สำหรับผู้เขียนสอบจากกรมสามัญ รู้เเค่ขั้นตอนของกรมสามัญจ๊า ขอ บรรยายเลยละกัน เริ่มจากตอนเราอยู่ ม.6 อาจารย์เค้าก็จะมาประกาศปาวๆๆว่า ใครอยากสอบทุนนี้ ให้มาลงชื่อเร็วเร๊ว โรงเรียนจะคัดเลือกตัวเเทนไปสอบได้เเค่โรงเรียนละคน ก็เลือกโดยวิธีสุดฮิต ง่าย เเละรวดเร็ว ใช่เเล้ว ...เกรดเฉลี่ย!!! ใครเกรดดีมีสิทธิ์ก่อน พอได้เป็นตัวแทนโรงเรียนแล้ว ทีนี้ ก็คัดตัวแทนจังหวัด (โรงเรียนประจำจังหวัดได้เปรียบตรงนี้เเหละ) จากนั้นไปคัดกันต่อที่เขต (เขตการศึกษา) จำได้ว่าตอนนั้นมันกระทันหันมาก สมัครไปตอนเช้าอาจารย์มาบอกผลตอนเย็น

“แพนด้าๆ (นามเเฝงจ้า) เธอได้เป็นตัวแทนจังหวัดนะ เตรียมตัวไปสอบต่อที่เขตด้วยล่ะ พรุ่งนี้” “ฮ่่า! ! ! อะไรนะคะ!!! พรุ่งนี้เหรอ! หนูยังไม่ได้เตรียมอะไรเลย จะไปสอบได้ไง???”“ไม่ต้องเตรียมอะไรมากหรอก ไหว้พระขอพรเยอะๆ ละกัน” “.............” อึ้งกินไป 5นาที เอาก็เอา ลองไปสอบดูดีเหมือนกันได้หยุดเรียน 1 วัน เย๊!



ผู้เขียนเลือกสอบฟิสิกส์เพราะเลือกมาเรียนทาง Electronic Control Engineering นอกจากแสดงวิธีทำแล้วก็เติมคำ คราวนี้ choice ด้วย!!!! แง๊ๆๆๆ ตั้งเเต่เกิดมาเพิ่งเคยเจอ choice เยอะขนาดนี้ มี 8 ตัวเลือก a ถึง h โอ๊ย!!มึนตึ๊บเลยทีนี้ จะมั่วก็มั่วไม่ได้จะเดาก็เดาไม่ถูก แถมเนื้อหาก็ลึกกว่าที่เคยเรียนที่โรงเรียน ส่วนมากจะเน้นเรื่องไฟฟ้า แม่เหล็ก (ยากสุดขั้ว) แล้วก็เรื่อง แรงสมดุล (ไม่ยากเท่าไหร่) จำได้ว่าจำนวนคนที่นั่งสอบห้องเดียวกันมีประมาณ 60 คน (ห้องใหญ่ค่ะ) กระสับกระส่าย รอฟังผลเกือบเดือน ใครสอบผ่านเค้าก็จะแจ้งไปที่โรงเรียนอีกเช่นเคย พวกเราก็ถูก ส่งมาที่กระทรวงศึกษาอีกทีเพื่อสอบสัมภาษณ์ ผ่านเข้ารอบนี้ มา14 คน ก็โดนเรียกเข้าไปสัมภาษณ์ ทีละคน เป็นภาษาปะกิตอีกแล้วค่ะ ท่านทูตมาสัมภาษณ์เองเลย ตื่นเต้นมาก แถมฟังภาษาอังกฤษ สำเนียงญี่ปุ่นของท่านทูตแล้ว งงเต๊ก อ้อลืมบอกไปว่านอกจากท่านทูตแล้ว ยังมีกรรมการคนอื่นๆ ร่วมรุมสะกำเราอีก 2-3 คน ทั้งกลัว ทั้งตื่นเต้นจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก แต่มีท่านนึงนะใจดีมากเลย ช่วยให้กำลังใจ แถมบางครั้งที่หลุดตอบเป็นภาษาไทย ไปยังช่วยแปลให้คนญี่ปุ่นฟังอีก ประทับใจ กรรมการท่านนี้มากเลย มารู้ทีหลังว่าท่านประจำอยู่ที่ตึกเสริมมิตรสำนักข่าวสารญี่ปุ่นนี่แหละคอยให้ คำแนะนำพวกเราก่อนออกเดินทางเเถมจัดการ Visa แล้วก็เรื่องต่างๆ ให้พวกเราหมด ขอขอบคุณ อาแดง ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ทีนี้มาคุยกันต่อเกี่ยวกับรายละเอียดของทุนนี้ ที่ญี่ปุ่นจะเรียก college of technology กันสั้นๆ ว่า”โคเซ็ง” (ย่อมาจาก”โคเกียวโคโตเซ็งมงกักโค”) เป็นหลักสูตร 5 ปีต่อเนื่องจากมัธยมต้น ซึ่งเรียนจบแล้วจะได้วุฒิอนุปริญญา (Diploma) คงประมาณได้กับหลักสูตร ปวส. ของบ้านเรา โคเซ็งจะเปิดสอนสาขา engineering เป็นส่วนใหญ่ มีเพียง 3 - 4 แห่งเท่านั้น ที่เปิดสอนเกี่ยวกับ การเดินเรือ (Marine) การสอบเข้าค่อนข้างยาก เพราะเป็นวิทยาลัยของรัฐบาล และแต่ละจังหวัด จะมีโคเซ็ง อยู่เพียงเเห่งเดียวเท่านั้น (ยกเว้นที่ เซ็นไดกับโตเกียวน๊ะ อันนั้นเค้าเมืองใหญ่) ข้อดีอีกอย่าง ที่ทำให้คนญี่ปุ่นอยากเข้าโคเซ็งให้ได้ก็คือ จบเเล้วหางานง่าย ไม่ต้องไปเตะฝุ่นเพราะทางบริษัทญี่ปุ่น เค้าจะมาจองตัวกันตั้งเเต่ตอนที่ยังเรียนไม่จบกันเลย คือระบบของที่ญี่ปุ่นนี่เค้าจะสมัครหางานกัน ตั้งแต่เริ่มเข้าปีสุดท้ายของการศึกษาน่ะค่ะ ถ้าเป็นนักศึกษามหาลัย เราต้องวิ่งเต้นติดต่อหาบริษัท หางานเองแต่ข้อดีของเด็กโคเซ็งคือเค้ามาติดต่อเราเองถึงที่ได้ยินมาว่าเค้าชอบคนที่จบโคเซ็งเพราะว่า มีความคุ้นเคยกับเครื่องมือเครื่องใช้ & คล่อง กับการปฏิบัติมากกว่า (ก็จะไม่มากได้ไงตอนเรียน ต้องเข้าช็อปเข้าเเลปตลอด-_-;) แต่ทฤษฏีเนี่ย..แน่นสู้เด็กมหาลัยได้หรือเปล่าไม่รู้? จากประสบการณ์, ผู้เขียนคิดว่าที่โคเซ็งเรียนเน้นลึกไปกับ major นั้นมากก็จริงแต่จำนวนวิชาจะน้อยกว่าถ้าเทียบกับ มหาลัย ช่วงหลังๆ คนที่จบโคเซ็งมาจึงมักจะสอบเข้าเรียนต่อในมหาลัยกันอีก 2 ปี (ที่ไปทำงาน เลยก็เยอะนะ..ประมาณ ครึ่งต่อครึ่งได้) ก็จะได้ปริญญาตรี (จบมาแล้วทำงานจะได้เงินเดือนเยอะกว่า โคเซ็นประมาณ 2 หมื่นเยน) อุ๊ย!!!นอกเรื่องไปซะตั้งเยอะ!! เรากำลังคุยเรื่องอารายยยกัน อยู่เนี่ย?? อ๋อๆๆๆ...เรื่องรายละเอียดของทุนนี่เอง นึกออกแล้วๆ เกริ่นๆไปซะยืดยาว ขอเข้าเรื่องเลยน๊ะ

ทุน college มีระยะเวลาการรับทุน 4 ปี พวกเราก็ต้องมาเรียนภาษาญี่ปุ่นกันที่โตเกียว 1 ปี ก่อนจะ แยกย้ายสลายโต๋กันไปเข้าโคเซ็ง ช่วงนี้แหละจะเหงามากเลย เพราะไอ้โคเซ็งเนี่ยส่วนมากจะ อยู่ต่างจังหวัดน่ะซิ๊.. อยู่โตเกียว 1 ปี หลงแสงสีของเมืองกรุงเข้าซะแล้ว พอไปอยู่ต่างจังหวัด แล้วร้องไห้ไปเกือบเดือนกว่าจะปรับตัวได้ เพื่อนๆ ที่มาด้วยกันก็แยกย้ายกันไปอยู่กันคนละที่ คนละแห่ง ตอนอยู่โรงเรียนภาษายังไม่ค่อยรู้สึกว่าตัวเองมาเรียนญี่ปุ่นเท่าไหร่เพราะคนไทยเยอะ ได้พูดไทยทุกวัน กินอาหารไทยทุกมื้อ เพิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองมาอยู่ที่ญี่ปุ่น ก็ตั้งแต่ไปเข้า college นั่นเเหละค่ะ ไม่มีคนไทยให้คุยด้วย ก็ต้องคุยแต่ภาษาญี่ปุ่น (ที่เเสนจะอ่อนเเอ) แต่ก็ดีเหมือนกันเป็นการฝึกภาษา ไปในตัว อ้อ...ลืมบอกไปว่า ตอนที่เข้า college นั้นเราไม่ต้องไปเริ่มปี 1 ใหม่นะคะ แต่ไปแทรกๆ แซงๆเข้าปี 3 เลย ก็พวกเราจบม.ปลายกันแล้วนี่นา เรียนที่ college 3 ปี ก็ได้อนุปริญญามา 1ใบ อยากได้ปริญญาต้องต่ออีก 2 ปี เป็น 6 ปีแหน่ะ...กว่าจะได้ปริญญากะเค้าใบนึง


g a n b a t t e ne...^^

คิดว่าน้องๆ ที่กำลังตัดสินใจหรือเคยคิดจะสอบทุนนี้ อาจจะสับสนกับอีกทุนนึงคือทุน Senshuu Gakkou ว่ามันต่างกันยังไง ต่อไปขออธิบายถึงความแตกต่างระหว่างทุน College of Technology Student กับทุน SenshuGakko ( Professional Training College Student ) ของ monbusho นะคะ ทุน senshuugakko นี้ พวกเราจะเรียกสั้นๆ กันว่าทุน semmon ค่ะขั้นตอนการสมัครสอบก็เหมือนทุน college คือต้องสมัครจากสถานศึกษา ระยะเวลาทุน 3 ปี คือเรียนภาษา 1 ปี เเล้วก็เรียนวิชาชีพอีก 2 ปี สอบสัมภาษณ์อย่างเดียวไม่มีข้อเขียน ที่สำคัญข้อดีของทุนนี้คือ จะได้อยู่ในเมืองใหญ่ๆ เช่นโตเกียวหรือโอซาก้า แล้วโรงเรียนก็สวยมากค่ะ เรียนจบจะได้วุฒิประกาศนียบัตร


แต่ว่าถ้าหากจะเข้ามหาลัยต่อจะโอนหน่วยกิตยากค่ะ ส่วนมากต้องมา Entrance ใหม่ เเถมยังต่อทุน monbusho ไม่ได้อีก เเต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสเรียนนะคะ ถ้าขยันๆ ทำเกรดดีๆ ยังมีทุนอื่นของเอกชนให้สอบอีกเยอะค่ะ (เเต่ว่าไม่มากเท่าทุน monbusho ต้องขยันๆทำงานพิเศษด้วย ถึงจะอยู่ได้) ข้อสำคัญอีกเรื่องนึงที่อยากจะฝากน้องๆ ที่จะสอบทุน college ไว้คือ ทุนนี้เป็นทุนถึงแค่ระดับอนุปริญญา การจะเรียนต่อถึงระดับปริญญาตรีนั้นต้องมีความพยายาม มุมานะ เราอาจจะเสียเวลาเรียนมากกว่าคนอื่นเค้า 2 ปี แต่ก็ได้ประสบการณ์ที่มีค่า ก่อนสอบขอให้น้องคิดดูให้ดีๆ ว่ายอมรับในข้อนี้ได้หรือเปล่า ที่ผ่านๆ มามีคนที่สอบได้ แต่สละสิทธิ์ไปหลายคน เป็นการตัดโอกาสคนอื่นๆ แถมยังทำให้ประเทศไทยเสียเครดิตอีกด้วย รัฐบาลญี่ปุ่นเค้าเลยลดจำนวนทุนที่ให้ประเทศไทย เอาไปเพิ่มให้ประเทศอื่นๆ แทน เช่นเวียดนาม อินโดนีเซีย ได้มากันปีละ10 กว่าคน ในขณะที่ไทยได้เเค่ 3 คน (น่าเสียดายมั้ยล่ะ) อันนี้เป็นเรื่องจริงค่ะ ดูจากสถิติเเล้วเมื่อก่อนเคยได้กัน 8 คน ปีที่ผู้เขียนมาเหลือแค่ 5 คน และปีนี้มีแค่ 3 คน เห็นมั้ยคะ ลดลงมาเรื่อยๆ เลย เพราะฉะนั้นใครที่สอบทุนนี้ได้เเล้ว พี่ขอร้องเลยค่ะว่า อย่าสละสิทธิ์เลยนะ ขอให้คิดถึงประเทศชาติเเละรุ่นน้องๆ ด้วยพี่ๆ ที่นี่อยากให้น้องๆ ได้มากันเยอะๆ ค่ะ