จดหมายถึงเพื่อน
จดหมายจากแดนอาทิตย์อุทัยของนิสิตอักษรจุฬา ส่งถึงเพื่อนรักในเมืองไทย ถ่ายทอดความเป็นไปของชีวิตในญี่ปุ่น ตั้งแต่เริ่มสอบชิงทุน AIEJ
อ่านจดหมายย้อนหลัง : ฉบับที่ 1-6

  ประสบการณ์สะท้านใจ

หิมะตกแล้วนะจ๊ะ!

ฮาย… หายหน้าหายตาไปนาน คิดถึงกันมั่งป่าวจ้ะ ต้องคิดถึงอยู่แล้วล่ะนะ ^^ เอาเถอะ เข้าเรื่องดีกว่า… อย่างที่จั่วหัวไว้นั่นแล… ที่นี่หิมะตกแล้วน้า ถึงจะตกแค่ครั้งเดียวและนิดเดียวก็เหอะ แต่หนาวชมัด อุณหภูมิยังไม่ถึงศูนย์ แต่ก็ลดลงเหลือ 5-6 องศาแล้ว หนาวเข้าไส้ ไม่หนาวอย่างเดียว ฝนยังตกซ้ำเติมอีกตะหาก ตอนนี้จะออกไปไหนที ต้องใส่กันเต็มอัตรา ข้างในกางเกงก็ใส่ลองจอห์น เป็นกางเกงแบบแนบ ๆ เนื้อหน่อยแต่ผ้าหนาแล้วใส่ยีนส์ทับ ข้างบนก็โปะเข้าไป๊ เสื้อยืดทับด้วยสเวตเตอร์ พันผ้าพันคอ ( เพราะหูเย็น ) แล้วใส่เรนโค้ตทับ เดินออกไปข้างนอกยังหนาวสะท้าน อ้อๆ เกือบลืม ถุงมือก็ต้องใส่ เพราะวันฝนตกมันเดินเอามือซุกกระเป๋าไม่ได้ เอามือเปล่าๆจับเหล็กเย็นๆ (ก้านร่ม ) อุณหภูมิขนาดนี้มันบาดหัวใจอย่าบอกใคร นั่งพิมพ์ๆ อยู่ในห้องนี่ยังหนาวมือหงิกเลยง่ะ สาเหตุเป็นเพราะยังกัดฟันไม่ยอมเปิดฮีตเตอร์อยู่ ใช้วิธีเอาผ้านวมห่อๆตัวเอา กลัวค่าแก๊สกระฉูด ( คำเตือน ไม่ควรทำตาม ระวังปอดบวมจะจ้ะ ) เดือนสิบสองจะไปโตเกียว.. ค่ารถไปกลับก็หมื่นกว่าแล้ว…ที่พักก็ไม่มี… หึหึหึ สงสัยได้นอนลังส้มสมพรปากจริงๆแน่เลย



ว่าแล้วก็เล่าเรื่องเมื่อสัปดาห์ก่อนให้ฟังดีกว่า สดร้อนๆ เลยเนี่ย เมื่อวันอังคาร มีเรียนเกือบเต็มวัน แถมตอนเย็นก็มีเรียนชงชาจนถึงหกโมงด้วย แต่ต้องออกไปจัสโก้เพื่อไปช้อปปิ้งให้ได้ เพราะของมันถูกที่สุดวันอังคารวันเดียว ว่าแล้วหกโมงกว่าๆ ก็เดินออกไปจะขี่จักรยานลงไปซื้อของ ทว่า…. ฝนมันตก ก็เลยเปลี่ยนใจ เดินไปขึ้นรถบัสไปแทน ( นอกเรื่องหน่อย เพิ่งรู้ว่าขี่จักรยานขึ้นเขาเนี่ยเหนื่อยชมัดเลย.. จักรยานไม่มีเกียร์..ขึ้นเขาสองกิโล… เสริมสร้างกล้ามเนื้อขาดีมาก ขอบอกและแนะนำให้ทุกคนมาทำด้วยกัน มาตั้งสมาคมขาโต๊ะบิลเลียดกันเถอะ ) ตอนนั้นคิดว่าไหนๆ ก็ไปกลับบัสแล้ว ซื้อของเยอะๆ เผื่อสองสัปดาห์ไปเลย สัปดาห์หน้าจะได้ไม่ต้องลงมาให้เปลืองค่ารถอีก ว่าแล้วก็ช้อปเต็มที่ ผลไม้ แอปเปิล กล้วย ส้ม หมู ไก่ ข้าวขนาดถุงละห้ากิโล ( ก็…กินเยอะนี่นา ) กระดาษชำระ ฯลฯ ตอนอยู่ในซุปเปอร์ก็ดูตารางรถบัสแล้วว่ารถขึ้นเขาเที่ยวสุดท้ายมันสองทุ่ม โอเค ดูนาฬิกา เพิ่งทุ่มกว่าๆ เอง เวลาเหลือเฟือ จนจ่ายเงินเสร็จ เดินเป็นบ้าหอบฟางออกมายืนรอรถเมล์คนเดียวข้างนอก ฝนก็ยังไม่หยุดตก ไอ้เราก็ยืนกางร่ม รอ..ร้อ….รอ


สองทุ่ม รถเมล์ยังไม่มา ฮื้อ... อย่างเงี้ยแหละน้า ฝนตกจะให้รถมันมาตรงเวลาเป๊ะได้ไง๊ สองทุ่มสิบรถเมล์ยังไม่มา เฮ้อ ช้าจังเฟ้ย หนาวนา มาเร้วๆหน่อยซี่ เด๋วเป็นปอดบวมตาย ประชดเลยนี่ สองทุ่มยี่สิบ รถเมล์ยังไม่มา เฮ้ย… ทำไมยังไม่มาฟะ มาซักที่เซ่ เด๋วโกงค่ารถเลยนี่ มาเหอะ นะจ้ะ... ที่รัก ตะกี้ที่พูดไปล้อเล่น มาเหอะ นะนะนะ สองทุ่มสามสิบ เหมือนเดิม….. ชักเอะใจเลยควักตารางรถเมล์ขึ้นมาดูอีกรอบ อะจ๊ากซ์ซ์ซ์ซ์ซ์ซ์ !!!!!!!! ดูผิดวัน !!!!!! วันอังคารรถเมล์หมดตั้งแต่ทุ่มสี่สิบ !!
……………………………………………………………………………………………………………………… ( ความช็อคในตอนนั้น..บรรยายออกมาเป็นตัวอักษรไม่ได้เลย………) เสียงทำไงดีๆๆๆๆ ก้องอยู่ในหัว จะขึ้นแท็กซี่ก็ตัดไปได้ แพง… จะโบกรถใครไปด้วยยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เวลาป่านนี้แล้ว ใครมันจะขับรถไปมหาลัยกันฟะ แล้วสภาพอย่างงี้มันน่ารับขึ้นรถด้วยจังเลยเนอะ เหลือทางออกอยู่ทางเดียว……… “เดิน”


โอ้โฮ…… อากาศน่าเดินมากเลย ฝนตกจั้กๆ อุณหภูมิต่ำกว่าสิบ ทางมืดมิดขึ้นเขาเนี่ย แล้วยังมีข้าว 5 กก.กะไอ้แอปเปิล มะละกอ กล้วย ส้ม ฯลฯ นี่อีก แต่…. เราไม่มีทางเลือกอีกแล้ว…. จัดแจงเอาข้าวใส่เป้คู่ใจแบกขึ้นหลัง สัมภาระที่เหลือแบ่งหิ้วสองมือ เอาโค้ตคลุมหัว ร่มไม่กางแล้ว ไม่มีมือ เอาร่มแขวนไว้กับหูกางเกงนี่แหละ แล้วเริ่มการเดินทางอันแสนยาวนาน คุณเอ๋ย….. ตอนเดินนี่…อย่าให้พูดเลย ไม่รู้จะพูดยังไง คือ…นะ.. ตอนนั้นในระหว่างเดินถึงกับคิดเพ้อเจ้อไปต่างๆ นานา อาทิเช่น ที่ว่าทุนนี่ส่งมาให้เรียนนี่โกหกแน่ ๆ เลย จริงๆแล้วมหาลัยส่งให้เรามาฝึกตัวแหงๆ พอฝึกตัวจบไปก็เป็นแบบติงลี่ในเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ หรือไม่ก็โอชิน เอ๊ หรือว่าจะเป็นไอ้มดแดงตัวใหม่ดีนะ อย่าเลยเดี๋ยวโดนอ้างลิขสิทธิ์เหมือนอุลตร้าแมน ไปเป็นพจมานดีกว่านะ แต่พจมานก็ยังดีกว่าเรา ไม่เห็นจะมีบทใช้แรงงานแบกข้าวสารเป็นจับกังอย่างเราเลย ฯลฯ เพ้อไปต่างๆ นานา แต่ก็คลานมาได้จนถึงหอ พอเข้าห้องได้แทบสลบ เฮ้อ… หนาวก็หนาว ไม่เอาอีกแล้ว จะไม่ไปซื้อของอีกสามสัปดาห์แน่นอน (คำเตือน รถบัสที่ญี่ปุ่นจะมีตารางรถของแต่ละป้ายบอกไว้ค่อนข้างละเอียด และรถก็มาค่อนข้างตรงเวลา ยกเว้นเวลาฝนตกหรือหิมะตกหนักๆ ก็อาจจะช้าไปบ้างนะจ้ะ )


อ้อ ฉันเคยเล่าเรื่องการขึ้นรถบัสญี่ปุ่นให้หล่อนฟังหรือยังนะ ? ค่ารถบัสที่ญี่ปุ่นราคาไม่เท่ากันหมดเหมือนของไทยหรอกนะ ของคานาซาวะที่ฉันอยู่น่ะ เป็นบริษัทเอกชนจ้ะ ก็เลยแพงหน่อย ต่ำสุดก็ 170 เยนแล้ว ส่วนวิธีขึ้นก็ไม่มีอะไรมาก พอขึ้นไปเราก็รับตั๋วที่ช่องอัตโนมัติ ที่ตั๋วจะมีเขียนเลขไว้เช่น 1, 2, 3 แล้วแต่ป้ายที่หล่อนจะขึ้น แล้วก็ดูตรงข้างหน้ารถน่ะจ้ะ จะมีราคาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ราคาตั๋วก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ ตามระยะทาง พอหล่อนจะลงก็หยอดเหรียญลงไปตามราคาพร้อมตั๋วเท่านั้นแหละ ถึงจะมีแต่แบงค์ก็ไม่ต้องห่วง เขามีเครื่องทอนเงินอยู่ข้างหน้าน่ะ แล้วก็อย่าคิดโกงเชียวนะ เครื่องเก็บตังค์มันจับได้นะ ( เตือนไว้ก่อน )  


ตัดมาเรื่องจักรยานดีกว่า ใครคิดจะมาเรียนต่อไปญี่ปุ่นนี่ไปหัดขี่จักรยานให้แข็งๆไว้ซะนะ มันจำเป็น ถ้าไม่อยากเสียค่ารถแพงๆ อย่างฉันเองตอนมาใหม่ๆ นี่ขี่ไม่เป็น... แหะๆ หัดขี่ได้สองวันพอเลี้ยงตัวได้ก็ขี่ลงเขาเข้าเมืองเลย และก็เกิดอุบัติเหตุทันทีเลยเหมือนกัน ตอนขี่ลงเขานั่นแหละ แบบว่า…มันเร็วจัดน่ะ แล้วยังบังคับรถไม่ค่อยอยู่ พอดีมีจักรยานอีกคันขี่สวนขึ้นมา ฉันก็พยายามส่งสายตามาก อ่า…หนูเพิ่งหัดขี่จักรยานฮ่ะ คุณพี่ช่วยขี่เถิบไปไกลๆหน่อยนะฮะ แต่ตะแกขี่แบบทุ่มเทหัวใจสุดๆ ก้มหน้าก้มตาขี่ไม่เงยหน้าเลย เราก็ลุ้นระทึกอยู่ในใจให้มันเงยหน้าขึ้นมามองซะทีซิฟะ เงยหน้าขึ้นมาสบตาหน่อยซี่ เฮ้ย พี่ๆ คุณๆ เอ็งน่ะแหละ หลบซิ เฮ้ยๆ ไม่หลบ ชนจริงๆด้วยนะเอ้อ ล้มกลิ้งไปไม่รู้ด้วยนะ อ๊ากซ์ เอาแล้ว ชนๆๆๆ (ลุ้นสุดขีด ) เอ๊ะ ไม่ยักกะชนแฮะ สวนไปแบบเฉียดฉิว ไอ้เราเรอะกะลังโล่ง เฮ้อ ไม่ชนแล้ว แต่แล้ว ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง !! จักรยานมันก็หยุดการเคลื่อนไหวอย่างกระทันหัน สันนิษฐานว่า ตอนรถสวนกันยังไม่เต็มคันนั่น อะไรซักอย่างมันคงไปเกี่ยวรถอีกคันไว้ ยังผลให้รถหยุดการเคลื่อนไหวอย่างกระทันหัน และตามกฎแรงเฉื่อยของโลก ส่งผลให้ตัวเราที่นั่งอยู่เฉยๆ กระเด็นหลุดจากอาน ลอยข้ามตัวรถไปอย่างสวยงาม ก่อนที่จะหล่นลงกระแทกพื้นโลกอย่างไม่สวยงาม ตามกฎแรงโน้มถ่วงของโลกอีกเช่นกัน พูดมาซะยาว สรุปสั้นๆ ก็คือ รถมันเกี่ยวกัน แล้วตัวเราก็ปลิวหลุดจากอานรถลงไปนอนกลิ้งอยู่กะพื้นนั่นแหละ พอนึกภาพออกมะ จักรยานที่เราขี่ก็ล้มดังโครม กริ่งรถกระเด็นหลุดหายไปไหนไม่รู้ ป่านนี้ยังหาไม่เจอเลย แต่ไอ้ที่เจ็บใจสุดๆ คือ อีตาคนที่เราขี่รถไปชนดันไม่เป็นไรเลยนี่ซิ แถมลงมายืนถามตูที่ยักแย่ยักยันอยู่บนพื้นได้อีก ว่าไม่เป็นไรใช่ไหม เออค่ะค่ะ ไม่เป็นไรก็ได้ ว่าแล้วก็ไปต่อตัวใครตัวมัน…..





ที่ญี่ปุ่นเค้าขี่จักรยานกันเป็นล่ำเป็นสันค่ะ ทั้งผู้ชายผู้หญิง ไม่จำกัดเพศ วัย ฐานะอาชีพ คนทำงานใส่สูทขี่จักรยานก็มีให้เห็นเป็นเรื่องปกติ ลูกเด็กเล็กแดงก็จับซ้อนท้ายหรือใส่ตะกร้ากันไป ใกล้ ๆ สถานีรถไฟก็มักจะมีโรงจอดจักรยาน เก็บค่าเช่าเป็นรายเดือน โรงจอดจักรยานใหญ่ ๆ มีถึงสองสามชั้น มียามเฝ้าเหมือนอาคารจอดรถยนต์บ้านเราเลยทีเดียวค่ะ

แฮ่ก…. เป็นอันว่าจบจม.ถึงเพื่อนฉบับนี้แค่นี้ดีกว่าเนอะ เดี๋ยวเขียนๆ ไปจะกลายเป็นนิยายรันทดเศร้าเคล้าน้ำตาเสียนี่ ว่าแต่ก่อนไป โชว์ก่อน ภาพใบไม้แดงที่คานาซาว่า กับทะเลที่ฟุคุอิ จังหวัดข้างๆที่ไปเที่ยวมา หน้าผาที่ถ่ายรูปมาโชว์นี่เป็นหน้าผาที่มีชื่อเสียงในด้านคนมาฆ่าตัวตายนะนี่ หึหึ ลองดูดีๆซิ ติดรูปวิญญาณมามั่งมะ แล้วก็รูปหอนักเรียนต่างชาติที่เราอยู่ล่ะ เป็นไง สวยดีมั้ยจ้ะ

Kanazawa
หอพักนักเรียนต่างชาติ

Fukui



10 / 02 / 2002

Copyright©2000 Lighthouse Info Service Co, Ltd. All rights reserved.