|
ฉบับที่ 11
โอ้วว...ฮานาบิ
ปีนี้ วันที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมาเป็นอีกวันหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเฝ้านับวันนับคืนกันอย่างใจจดใจจ่อ โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นแถบโตเกียว และโยโกฮาม่า จะกระดี้กระด้ากันเป็นพิเศษ เพราะว่าวันที่ว่าจะเป็นวันเริ่มต้นของเทศกาล Ohanabi ( hana – ดอกไม้, bi – ไฟ)
หลังจากที่ Made in Japan ครั้งแรก ๆ ได้เคยเล่าเกี่ยวกับเทศกาล ฮานามิ หรือเทศกาลดูดอกไม้(ซากุระ)ไปแล้ว คราวนี้ ฮานาบิ หรือที่แปลเป็นไทยว่า ดอกไม้ไฟ ...
นักภาษาศาสตร์ทั่วโลกเค้าเตี้ยมกันหรือยังไงนะ ทำไมคำแปลบังเอิญอย่างน่าเกลียดแบบนี้ล่ะเนี่ย ...แปลกเนอะ ....
อยากอธิบายให้เห็นภาพว่าคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเทศกาลที่เป็นสัญลักษณ์ของหน้าร้อนนี้ขนาดไหน ...ก็ขนาดที่ทุกหัวระแหง ต่างพากันขึ้นป้ายขายชุดยูกะตะล่วงหน้ากันเป็นเดือน ๆ ... ชุดยูกะตะที่ว่านี่ควรจะจินตนาการไปถึงชุดกิโมโนในตำนาน แต่ต่างกันที่ยูกะตะจะไม่สลับซับซ้อนถึงขนาดกิโมโน เป็นชุดที่ใส่สำหรับหน้าร้อน ราคาก็จะไม่ขูดเลือดระดับกิโมโน (กิโมโนนี่แพงมหันต์นะครับ หลายหมื่นเยนจนไปถึงหลายแสนเยน แค่เหลียบตามองยังไม่กล้าเลย กลัวมันคิดเงิน ส่วนยูกะตะนี่จะอยู่ประมาณระดับพันเยนจนถึงหมื่นต้น ๆ เองครับ) เดือนสองเดือนก่อนไม่ว่าจะหันไปทางไหน ในรถไฟบนดิน ใต้ดิน ทีวี ก็จะเห็นป้ายโฆษณาขายชุดยูกะตะเพื่อที่จะใส่มาดูฮานาบิกันอย่างโจ๋งครึ่ม มันบิ้วท์อารมณ์จนร่ำ ๆ อยากจะไปซื้อมาใส่ให้อินเทรนกะเค้าบ้าง ... แหมถ้าไม่ติดว่าจุ้มจิ้มทักว่าเงินจะกินข้าวยังไม่มีเลยล่ะก็ .... ฮึ่ม ๆ ๆ ๆ อิอิ ...
จริง ๆ แล้วงาน ฮานาบิ จะจัดกันหลายที่ ซึ่งแต่ละที่ก็คนละวันคนละเวลากันไป แต่ว่าวันที่ 17 ที่ผ่านมาที่คนรอคอยกันมากเพราะว่าเป็นที่แรกสุด จัดที่โยโกฮาม่า มีพลุมากกว่าเจ็ดพันลูกเตรียมจุดภายในเวลาชั่วโมงกว่า ๆ .... งานระดับประเทศแบบนี้ก็อีกตามเคย พี่ยุ่นของเราจะไม่เต็มที่ก็ยังไงอยู่ งานนี้ก็ต้องหอบเสื่อหอบหมอนไปจองที่กันตั้งแต่เช้าตรู่อีกตามเคย ทั้ง ๆ ที่พลุจะจุดตอนทุ่มครึ่ง ดังนั้นอย่าแปลกใจที่จะเห็นเสื่อมาปูจองที่ไว้ตั้งแต่ก่อนเที่ยง เพียงแค่ปูเสื่อไว้ เขียนชื่อทิ้งไว้ แค่นี้ก็สามารถออกไปเดินโต๋เต๋ ช้อปปิ้งแล้วค่อยกลับมาตอนใกล้ ๆ เวลาได้แล้ว ใคร ๆ เค้าการันตีว่ารับรองกลับมาไม่มีใครแย่งที่แน่นอน ...อารายจะซื่อสัตย์ กตัญญูกันขนาดนี้ ...
หลังจากนัดแนะกับเพื่อนซะดิบดี แต่พอเวลาไปจริง ๆ คนมันเยอะมากซะจนหากันไม่เจอ บนถนนก็คลาคล่ำไปด้วยหนุ่มสาวในชุดยูกะตะสีสันต่าง ๆ ละลานตาไปหมด สาว ๆ ที่อาจจะเคยทำผมเปรี้ยวปรี้ด กระโปรงสั้นจู๋ กลับกลายเป็นสาวเจ้าเรียบร้อยยังกับผ้าพับในชุดยูกะตะ ผมเลยจนปัญญาที่จะหาเลยถือวิสาสะหยุดยืนดูข้าง ๆ สาวหน้าตาจิ้มลิ้มดีกว่า กึ๋ย กึ๋ย อิอิ ...
การจุดพลุก็ไม่มีพิธีรีตองหรือเกริ่นอะไรกันให้มากมาย พอถึงเวลาที่กำหนดพลุลูกแรกก็วิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าตามกำหนดการ แรก ๆ ทุกคนก็ยังดูไว้เชิงกันอยู่ ดูกันอย่างเงียบเชียบ จนผมนึกในใจว่านี่ผมมาดูพลุหรือฟังเทศน์วะ ไหงมันเงียบขนาดนี้ล่ะเนี่ย ... แต่สักพักพอเริ่มมีชุดใหญ่ ๆ จุดออกมาติดต่อกัน พลุเริ่มเป็นรูปแปลก เช่น หมวก แว่นตา ลามปามไปถึง โดราเอมอน คิตตี้ (ไม่ได้ล้อเล่นนะครับ เจ้าแม่เคโระเป็นพยาน ลูกช้างเห็นรูปคิตติ้จริง ๆ สาบานให้ตาโปน) ก็เริ่มเก็บอาการไม่อยู่ ส่งเสียง คิเรอิ คิเรอิ สุโง่ย ออกมาเป็นระยะ ๆ ..ผมว่าคนญี่ปุ่นเวลาดูอะไรแล้วเค้าชื่นชม เค้าอดไม่ได้ที่จะชม หรือพึมพำออกมาให้คนข้าง ๆ ได้ยิน รวมถึงอาการปรบมือหรือใบหน้าที่ยิ้มแสดงความชื่นชมและขอบคุณผู้จัดที่อุตส่าห์จัดงานแบบนี้ให้ชม แต่ไม่มีสักนิดที่จะเป็นเสียงเป่าปากวี้ดวิ้ว หรือเสียงโห่ร้อง...เราควรบัญญัติการดีใจแบบนี้ว่าเป็นการดีใจแบบคิกขุอาโนเนะ ...
จนพลุชุดสุดท้ายได้ถูกจุดผ่านไป ฮานาบิก็จบลงอย่างง่าย ๆ เรียบ ๆ ทุกคนก็แยกย้ายกัน บางคนก็กลับบ้าน หรือใครจะอยู่ดื่มด่ำกับบรรยากาศ (และดื่มด่ำกับเบียร์ที่ยังไม่หมดกระป๋อง) ก็สุดแล้วแต่ ... ความจริง ลำพังแค่การจุดพลุคงไม่ทำให้ฮานาบิเป็นเทศกาลที่ดูควรค่าแก่การรอคอยสักเท่าไหร่ ประเทศไหนเค้าก็มีกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ฮานาบิเป็นบรรยากาศที่ชวนขนหัวลุกก็คือการตั้งใจเฝ้ารอคอยของคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ การพร้อมใจกันปัดฝุ่นหยิบชุดประจำชาติออกมาใส่และเดินออกมาดูกันอย่างไม่เคอะเขิน ทุกอย่างเหล่านี้ ทำให้ เทศกาลดอกไม้ไฟ ยังคงเป็นเทศกาลที่ทุกคนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อเฉกเช่นทุกปี
Batman
|