ฉบับที่ 12
อะรุไบโตะ

ผ่านมาสี่เดือนแล้วนะครับ ที่ผมหลงระเริงอยู่นอกประเทศ ย้อนไปเมื่อฉบับก่อน ผมเคยพูดถึงงานพาร์ตไทม์ หรือที่เรียกกันในภาษาปลาดิบว่าอะรุไบโตะว่ามีการติดประกาศอยู่เกลื่อนกลาดตามร้านอาหาร ฟาสท์ฟู้ด หรือซุปเปอร์มาร์เกต ต่างก็ติดประกาศกันอย่างโจ๋งครึ่มว่าต้องการแรงงานกันทั้งนั้น โดยแต่ละที่ก็จะติดป้ายค่าแรงต่อชั่วโมงไว้ล่อตาล่อใจ มากบ้างน้อยบ้าง แปรผกผันตามความสบายของงาน ส่วนมากก็จะอยู่ในเรตราว ๆ แปดร้อยถึงพันเยน ต่อชั่วโมง แต่ว่าอย่าได้คาดหวังอะไรมากมายกับตัวเลขหลอกลวงพวกนั้น เพราะว่าเด็กไบต์มือใหม่การได้ค่าแรงต่ำกว่าป้ายไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ... อารุไบโตะที่ไม่ได้จำกัดแค่ร้านอาหารเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงร้านขายยา ขายของชำ โรงงาน คนที่มาแจกใบปลิว แจกทิชชู่ แขวนป้ายแนะนำที่จอดรถ (เค้าเอาป้ายมาแขวนคอแล้วก็ไปยืนกลางแดดอยู่ตามสี่แยก อเมซซิ่งเจแปนมาก) เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอะรุไบโตะทั้งหมดทั้งสิ้น




ช่วงที่ผมมาสิงสถิตอยู่ที่แดนปลาดิบใหม่ ๆ การเห็นป้ายอะรุไบโตะที่ติดมากมายเยอะแยะ ทำให้ผมเกิดนึกถึงหลักอุปสงค์อุปทานได้ขึ้นมาทันที ทั้ง ๆ ที่ในตอนเรียนวิชามาร์เกตติ้งเบื้องต้น เป็นขาประจำที่หลับคาโต๊ะเรียน สอบผ่านมาได้ด้วยเลคเชอร์เพื่อน (ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแฟน และเป็นภรรยาตามลำดับ อิอิ)... หลักอุปสงค์อุปทานบอกว่า ถ้าความต้องการกับการผลิตควรจะต้องสมดุลกัน ดังนั้นเมื่อมีป้ายต้องการแรงงานเยอะแยะขนาดนี้ จึงสร้างความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงว่าเดินเข้าไปเนี่ย เจ้าของร้านจะต้องกราบกรานขอร้องให้มาทำงานแหง ๆ เพราะขาดแคลนแรงงานอย่างแรงนี่นา (ตอนหลังได้พิสูจน์แล้วว่าความเชื่องี่เง่าแบบนี้ควรเรียกว่าเป็นความเชื่อปีศาจ)


เมื่อมั่นใจขนาดนี้จะรออะไรอยู่เล่า ภาษงภาษาไม่ต้องห่วง พูดยังไม่ได้เหรอ ไม่เป็นไรน่า พอได้ใบอนุญาตทำงานแล้วก็เดินแบกเป้เข้าไปสมัคร ร้านเบเกอรี่ ราเมง ซุปเปอร์มาร์เกต มินิมาร์ท ร้านอาหารอิตาเลียน ข้างบ้าน .... ถึงแม้แต่ละที่จะมีถ้อยคำตอบกลับมาที่แตกต่างกันออกไป แต่ระดับความสะเทือนใจนั้นรับประกันว่าพอ ๆ กันทุกที่ ... หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ อย่าว่าแต่งานทำเลย แค่หน้าเทนโจ (เจ้าของร้าน) ก็ยังไม่ได้เห็นเลย หน้าเริ่มชา ความมั่นใจในหลักอุปสงค์อุปทาน(โง่ ๆ ของตัวเอง)เริ่มลดลง เริ่มวิตกจริตว่าเอาไงดีวะ ...


พอดีมีรุ่นน้องคนไทยที่มีเพื่อนเคยไปสมัครกับเอเจนท์ซี่ที่รับจัดหางานให้ เค้าเลยแนะนำให้ไปสมัครดู ...คราวนี้ขนาดแค่ไปกรอกใบสมัครทิ้งไว้ให้เค้า ยังอดวิตกจริตเรื่องภาษา พาลให้แข้งขาอ่อนร่ำ ๆ จะไม่ไปสมัครอยู่ แต่สุดท้ายก็ลองไปดู บริษัทเอเจนท์ซี่ที่ไป เป็นบริษัทสำหรับจัดหางานให้กับคนต่างชาติโดยเฉพาะ มีทั้งอะรุไบโตะ งานประจำ หรืองานสำหรับบัณฑิตที่เพิ่งจบใหม่จากมหาลัยญี่ปุ่น ไปถึงก็ต้องไปกดบัตรคิวก่อน แล้วพนักงานต้อนรับก็จะเชิญให้ไปนั่งรอ หรือถ้าเราอยากจะฆ่าเวลาด้วยการค้นหางานในฐานข้อมูลของบริษัท ก็สามารถไปขอใช้คอมพิวเตอร์ได้


พอถึงคิวเราเจ้าหน้าที่ก็จะสอบถามชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เวลาที่ว่าง งานที่อยากทำ แล้วก็เก็บข้อมูลเราลงไปในฐานข้อมูล แล้วก็เอาไปแมตช์กับข้อมูลงานที่มีอยู่ในระบบ สุดท้ายเค้าก็เอาออกมาให้เลือกสองสามที่ เป็นร้านอาหารไทยแต่มีเจ้าของเป็นคนญี่ปุ่น พอเลือกได้แล้วบริษัทก็จะจัดแจงโทรไปที่ร้านบอกว่ามีแมงเม่ามาแล้วนะ แล้วก็บอกลักษณะคร่าว ๆ ของเราไป ถ้าทางร้านสนใจ บริษัทก็จะให้ resume มากรอกรายละเอียดที่บ้านแล้วให้ส่งจดหมายไปที่ร้านพิจารณาอีกที สรุปแล้วเอเจนท์ซี่ก็ดูเอาใจใส่เด็กหลงทางอย่างผมดี ดูมีความมุ่งมั่นที่จะหางานให้ผมไม่แพ้ผมเหมือนกัน อ้อ ลืมบอกไปว่า ทั้งหมดนี้ไม่ต้องเสียเงินสักกะเยนเดียว แต่ต้องสปีกกันด้วยภาษาญี่ปุ่นล้วน ๆ อะแฮ่ม ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะเรา อิอิ..


ผมก็กลับออกมาจากบริษัทเอเจนซี่ พร้อมกับใบสมัครร้านอาหารไทยแถบชิบุย่ามาหนึ่งร้าน ก็กลับมากรอกด้วยความตั้งใจและความหวัง ก่อนหย่อนลงตู้ไปรษณีย์อธิษฐานหลวงพ่อทั่วโยโกฮามาให้ช่วยอีกแรง ... ไม่นานก็มีจดหมายตอบกลับมาจากทางร้าน .... อย่างที่ใครเคยบอก หวังไว้มากก็เจ็บลึก ... ตามเคยปฏิเสธอีกแล้ว อารมณ์เหมือนตอนคบสาวเจ้ามาสิบปีแต่พอขอแต่งงาน สาวเจ้าดันบอกว่า เธอดีเกินไป ยังไงไม่รู้ แต่หลังจากซึมเศร้าเหงาและรักได้สองสามวันพระเจ้าคงเห็นความพยายาม มีเพื่อนบอกว่าให้ไปสมัครที่ร้านอาหารไทยดูสิ กำลังเปิดรับสมัครอยู่ แนะนำมาสองที่ คราวนี้เลยไปสมัครด้วยอารมณ์เหี่ยว ๆ กลัวความผิดหวังจะทำชั้นเจ็บช้ำซ้ำซ้อน (เน่าจริง ๆ) ...แต่ปรากฎว่าดันได้ทั้งสองที่พร้อม ๆ กันเลยแฮะ ... ที่นึงทำงานอยู่ในครัว ทำงานสารพัดตามแต่พ่อครัวจะสั่ง อาจจจะโมเมเรียกว่าเป็นผู้ช่วยพ่อครัวมือวางอันดับ 8 แต่เป็นคนล้างจานกับคนทิ้งขยะมือวางอันดับ 1 … T T … ส่วนอีกร้านนึงเป็นพนักงานเสิร์ฟสามัญชน ตอนนี้ชีวิตก็เลยยุ่งวุ่นวายสมใจนึก ไหนจะเรื่องเรียน ที่บทเรียนเริ่มอภินิหารเพิ่มขึ้น ไหนจะทำงานอีก เหนื่อยก็เหนื่อย มันส์ก็มันส์ ...


ถ้าจะถามว่าชีวิตเด็กไบต์ที่ไหนสนุกกว่ากัน คงวัดกันลำบาก เพราะว่าร้านที่เป็นพนักงานเสิร์ฟ อันนี้ได้สนุกสนานกับการเจอลูกค้ามากมายหลายแบบ จะมาแบบแฟมิลี่ สังสรรค์เพื่อนฝูง บางทีก็เป็นชายเดี่ยว หญิงเดี่ยว ชายคู่(ก็พอจะมีเหมือนกัน บรื้อออ) หญิงคู่ และที่เยอะที่สุดคือคู่ผสม อันนี้คาดว่าน่าจะต้องไปต่อแหง ๆ ...อิอิ.... ตั้งแต่ทำงานผ่านมาสักเดือนกว่า พบว่าเพศที่นิยมมาที่ร้านมากแทนที่จะเป็นผู้หนุ่ม ดันกลับกลายเป็นผู้สาวซะนี่ ทั้งมาเดี่ยว มากลุ่ม และที่สำคัญคือ คอยังกะแป๊บน้ำ ดื่มแอลกอฮอล์กันยังกับอูฐ และส่วนมากจะนั่งกันจนปิดร้านห้าทุ่ม ... วันไหนที่ได้มาทำที่นี่ชีวิตก็จะคึกคักตั้งแต่ขึ้นรถไฟ การได้เจอลูกค้าหลาย ๆ แบบเป็นความสนุกแบบที่ไม่สามารถคาดเดาได้ แถมยังเป็นสถานที่ฝึกภาษาที่ดีอีกด้วย ไม่เพียงแต่บทสนทนาบนจานอาหารเท่านั้น บ่อยครั้งที่ลูกค้าสาวสวยลวนลามผมด้วยคำถามเกี่ยวกับอาหารไทย เมืองไทย ซึ่งผมก็ต้องตอบไปแบบเสียมิได้ ... อิอิ ... ความสุขอีกอย่างคือการได้เห็นลูกค้าอุทานด้วยความตื่นเต้นเมื่อเอาอาหารไปเสิร์ฟ ผมล่ะอดยิ้มภูมิใจไม่ได้ที่เห็นคนต่างชาติชื่นชมอาหารไทยขนาดนี้ แม้แต่ผลไม้กระป๋องสามัญชนธรรมดา ยังอุตส่าห์อุทานว่าสุโง่ยเลย ...สุโง่ยจริง ๆ ฮา...


ส่วนร้านที่เป็นผู้ช่วยกุ๊กในครัว นอกจากที่จะได้เมามันกับการล้างจานที่ไม่มีวันจบสิ้นแล้ว บางวัน(ที่มีคนมาช่วยล้างจาน)จะได้ออกมาทำตัววุ่นวายกับการเตรียมเครื่องให้พ่อครัวผัด ไม่ว่าจะเป็นหั่นผัก (แบบเก้เก้กังกัง) ร่อนไข่ (กรุณาอย่าใช้จินตนาการมากเกิน ร่อนไข่ห่อข้าวเฉย ๆ) วันดีคืนดีก็จะได้ไปฉีกหนังไก่ ....โถ โถ โถ ผมน่ะอยู่เมืองไทยใคร ๆ ก็เรียกว่าคุณหนู อย่าว่าแต่หนังไก่เลย ไก่สดเนี่ยเคยจับนับครั้งได้เลย ดังนั้นไอ้ไก่รอบนั้นใครได้กินถือว่าเป็นบุญปากแล้วนะ ...อิอิ ... เรียกว่าโทรไปเล่าให้หม่าม้าฟังนี่ หม่าม้าขำกลิ้งเลย อยู่บ้านไม่เคยเข้าครัว อย่างดีก็ล้างจาน มาอยู่นี่แสล่นไปหั่นผัก หั่นพริก ฉีกหนังไก่ ... เอาน่า โอกาเนะ โอกาเนะ (เงิน) ท่องไว้ ท่องไว้ ... หวังว่ากลับไปเมืองไทยจะได้วิชาทำกับข้าวไปอวดหม่าม้า เผื่อทีจะช่วยบรรเทาความผิดหวังเรื่องภาษาญี่ปุ่นไปได้บ้าง ...อิอิ... ที่สำคัญที่ร้านนี้กับข้าวน่ากินหรือเปล่าไม่รู้ แต่จุ๊ จุ๊ รู้แต่ว่าสาวเสิร์ฟญี่ปุ่นน่ากิน เอ้ย น่ารักทุกคน เอาไว้อากาศครึ้ม ๆ เบียร์เย็น ๆ แล้วจะถ่ายรูปมาอวดครับ ... อิอิ ...


แต่ชีวิตเด็กไบต์อย่างผมก็ไม่ได้มีความสุขตลอดเวลา โดยเฉพาะค่ำคืนไหนที่ต้องอยู่ปิดร้าน ซึ่งกว่าแขกท่านสุดท้ายจะกลับบ้านก็ปาเข้าไปห้าทุ่ม นั่นหมายความว่ากว่าจานบนโต๊ะจะทยอยมาถึงมือเด็กล้างจานอย่างผมก็ราว ๆ สิบนาทีต่อมา ฉะนั้นวันไหนอยู่ปิดร้านกว่าจะได้ซาโยนาระก็ร่วมห้าทุ่มครึ่ง นั่งรถไฟถึงสถานีแถวบ้านก็เฉียดเที่ยงคืน จุดไคล์แมกซ์มันอยู่ที่ตอนที่จะเดินจากสถานีกลับบ้านนี่แหละครับ ต้องเดินผ่านมหาลัยแห่งหนึ่ง กลางวันมันก็ครึกครื้นดี ครึ้มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ๆ ให้สาว ๆ หนุ่ม ๆ ได้อาศัยมานั่งกระหนุงกระหนิงกันที่เก้าอี้ใต้ร่มไม้ ดูแล้วอยากเด็กกว่านี้อีกสักสิบปีจัง ... อิอิ อิจฉาโว้ย...


แต่กลางดึกแบบนี้ม้านั่งใต้ต้นไม้เป็นจุดที่ไม่ควรเหวี่ยงสายตาไปโดยไม่จำเป็นเด็ดขาด บรรยากาศก็แสนจะวังเวง จะมืดตื๋อให้มองไม่เห็นก็ไม่ใช่ จะสว่างให้สบายใจหน่อยก็ไม่เชิง แต่มันดันแบบว่าสลัว ๆ พอจะมองเห็นเป็นเงา ๆ ตะคุ่มตะคุ่ม ตามตำราเป๊ะ ไอ้ดวงตาของผมมันก็ดันไม่รักดี บอกว่าอย่ามอง ๆ ก็ดันมองทุกที วันไหนไม่มีใครนั่งก็แล้วไป แต่บางคืนที่มันดันมีคน (หวังว่ามันควรจะเป็นคน) มานั่งอยู่ อดสะดุ้งไม่ได้ทุกที และทุกครั้งที่เห็นจะต้องพยายามท่องไว้ในใจว่า “ ไม่ต้องหันไปเช็คนะ รีบ ๆ เดิน รีบ ๆ เดิน ” แบบว่ากลัวตาฝาด ...ไหนจะยังต้องเดินผ่านแกงค์แมวยากูซ่าอีก มีทั้งหมดห้าหกตัว แต่ละตัวอ้วนพีเชียว ตอนกลางวันก็ทำหน้าหงอย ๆ คอยไปเคล้าเคลียสาว ๆ แถวนั้นให้สงสาร หาข้าวหาน้ำมาให้มันกิน แต่กลางคืนดันทำตัวเป็นแกงค์แมวกวนเมือง นอนระเกะระกะ ขวางทางเดิน แถมบางทีไปจ้องมัน แทนที่มันจะหงอยหลบตา มันดันจ้องกลับอีก แน่ะ ...เราละกลัวว่ามันจะเป็นแมวปีศาจ เลยต้องเป็นฝ่ายหลบมันไปแทน ...อิอิ ... วันไหนถ้าต้องอยู่ถึงปิดร้าน ลากสังขารกลับถึงบ้านได้ก็นับว่าเป็นบุญโขแล้วครับ แต่ชีวิตเด็กไบต์แบบนี้ก็สนุกไปอีกแบบครับ

Batman




ฉบับที่ 13


กลับหน้าหลัก Made in Japan



Copyright©2000 Lighthouse Info Service Co, Ltd. All rights reserved.