|
ฉบับที่ 13
เงียบ ๆ เหงา ๆ กับสาวนิกโกะ
หลายสัปดาห์ก่อนผมเกิดอาการความเครียดขึ้นสมอง ซึ่งเป็นผลพวงจากช่วงสอบภาษาญี่ปุ่น จนต้องทำตัวเหมือนพระเอกมิวสิค วิ่งแรดออกไปนอกบ้าน กะว่าจะไปวิ่งกลางสายฝนสักหน่อย แต่ธรรมชาติไม่เป็นใจฝนไม่ตก เลยเปลี่ยนใจวิ่งไปซื้อไอติมมานั่งแทะโลมปรับอารมณ์แทน เล่นเอาสาวร่วมห้องตกอกตกใจว่า มันเป็นบ้าอะไร(วะ) ยกใหญ่ วิ่งไล่ตามออกมาแทบไม่ทัน .... อิอิอิ... ผมเองยังนึกไม่ถึงเลยว่าจะมีวันที่มีอารมณ์เยี่ยงนี้ (อารมณ์พระเอกมิวสิค) กับใครเค้าเหมือนกัน .... หลังจากได้ไอติมปลอบใจสักพัก ก็เกิดอารมณ์ชักชวนสาวร่วมห้องไปนี่กัน .... อิอิ อย่าคิดมาก .... ไปเที่ยวกัน ..... ไปเที่ยวต่างจังหวัดกันดีกว่า จะไปไกลก็ไม่มีเงิน ไอ้ที่ใกล้ ๆ ก็กลัวไม่ได้อารมณ์ ไอเดียว่าจะไปทำความรู้จักนิกโกะเลยผุดขึ้นมา ...
นิกโกะเป็นเมืองเก่าเมืองหนึ่งที่อยู่แถบทางตอนเหนือต้น ๆ จะเรียกว่าเป็นประตูของภาคเหนือก็คงจะได้มั้งครับ อยู่ไม่ไกลจากโตเกียว เพียงแค่ 2 ชั่วโมงรถไฟ แค่นั้นเอง ... ถ้าเปรียบนิกโกะเป็นหญิงสาว เธออาจไม่เด่นดังเป็นที่รู้จักอย่าง สาวฮอกไกโด ไม่ได้เร่าร้อนเหมือนสาวโอกินาว่า ไม่เปรี้ยวจี๊ดอย่างสาวชินจูกุ ไม่สูงศักดิ์อย่างคุณหญิงเกียวโต และไม่โนตมอย่างน้องภูเขาไฟฟูจิ แต่น้องนิกโกะ เธอดูสงบ เงียบ รักที่จะอยู่กลับธรรมชาติอย่างเหงา ๆ แต่ความสงบแบบเหงา ๆ กลับกลายเป็นเสน่ห์ของนิกโกะอย่างไม่รู้ตัว .... ย้อนกลับไปเมืองปลายปีที่แล้ว ผมได้รู้จักน้องนิกโกะเป็นครั้งแรกจากพี่บุ๋ม (นามสมมติ) สาวร่างใหญ่ที่ทำงาน แนะนำให้ไปเที่ยว เพราะพี่เค้าไปเที่ยวมาแล้วประทับใจ ...เอ่ออออ ประทับใจคุณป้ากับคุณลุงที่นั่งกินเบนโตะ (ข้าวกล่อง) บนรถไฟ ระหว่างทางไปนิกโกะ ส่วนที่นิกโกะ ฝนตกเลยไม่ค่อยได้ไปไหน...อาเมน โอ้ พระเจ้า ... หลังจากนั้นชื่อนิกโกะก็เลือนหายไปจากความทรงจำ จนเพิ่งมาครั้งนี้แหละที่คิดจะไปเยี่ยมเธออย่างเป็นทางการ...
หลังจากรู้จุดหมายที่จะไปแล้วเราก็เริ่มวางแผนการไปเที่ยว แวบแรกกะว่าจะลองไปกับ เรียวโคไคอิชะ (บริษัททัวร์) ดู แต่หลังจากไปหยิบแผ่นพับมานั่งดูแล้ว ก็ไม่ประทับใจเท่าที่ควร เลยวางแผนไปเองดูท่าจะได้อารมณ์กว่า เลยนั่งงมเข็มในอินเทอร์เนตอยู่สองสามวันก็ได้เรื่องครับ เริ่มจากหารายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยวของนิกโกะก่อน จากเวปไซต์ ซึ่งเวปที่ผมใช้บริการเป็นประจำก็คือที่ http://www.jnto.go.jp/eng/RTP/Southern_Tohoku/index.html ลองแวะเข้าไปดูนะครับ ผมชอบตรงที่เค้าวางโปรแกรมเที่ยวให้ด้วย ทำให้วางแผนได้ง่ายมากครับ ...ที่นิกโกะมีที่จุดท่องเที่ยวอยู่สองแห่งคือ บริเวณวัดรินโน (rinno-ji คำว่า จิ แปลว่าวัด ) ซึ่งจะเป็นวัดที่ได้ชื่อว่าเป็น world heritage และจากจุดนั้นนั่งรถบัสไปอีกเกือบชั่วโมงขึ้นเขาไปก็จะเป็น ทะเลสาบ ชูเซนจิโกะ ( Chuzenji-ko) และจากเวปนี้ทำให้รู้ว่าถ้าจะเยี่ยมนิกโกะ สามารถซื้อบัตร นิกโกะฟรีพาส ( Nikko Freepass) ซึ่งเป็นบัตรที่ใช้ขึ้นรถไฟจากโตเกียวไปนิกโกะและรถบัสบริเวณเมืองนิกโกะ ได้ไม่จำกัดเที่ยว ซึ่งใช้ได้สองวัน สะดวกโคตร...
หลังจากได้ข้อมูลคร่าว ๆ แล้วก็ถึงเวลาต้องจองโรงแรมที่พัก ซึ่งปกติผมก็จะใช้บริการของเวป www.tocoo.com เป็นเวปไซต์ที่จองโรงแรมในญี่ปุ่น เสียค่าบริการนิดหน่อย แต่รวม ๆ แล้วราคาจะถูกกว่าเราโทรไปจองที่โรงแรมเองซะอีก ถ้าใครจะมาเที่ยวญี่ปุ่นแบบตามใจฉัน ขอฝากเวปนี้ไว้ในดวงใจด้วยนะครับ 555 ไม่ได้ค่าโฆษณานะเนี่ย ...
โรงแรมที่นิกโกะก็มีหลายแบบให้เลือก ทั้งรูปแบบโรงแรมสามัญชน (โรงแรมแบบปกติที่เรา ๆ ไปพักกัน) หรือจะเป็นเรียวกัง (ที่พักแบบห้องญี่ปุ่น เป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ไม่มีเตียงแต่มีฟูกที่เรียกว่าฟูตงแทน และส่วนใหญ่ไม่มีห้องอาบน้ำ แต่จะมีห้องอาบน้ำรวมให้แทน...ผมเคยไปพักมาแล้วครับ รับรองความมันส์แบบลืมไม่ลง) แต่คราวนี้ผมไม่ได้เลือกพักแบบทั้งโรงแรมและเรียวกัง แต่เลือกไปพักแบบเพนชั่น (Pension) แทน ... เค้าว่ากันว่าช่วงหลัง ๆ นี้เพนชั่นกำลังเป็นที่พักที่มาแรงแซงโค้งเป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นมาก ลักษณะเพนชั่นก็จะเป็นบ้านเป็นหลัง ๆ ที่ตกแต่งให้เป็นเหมือนโรงแรม หลังหนึ่งอาจจะมีห้องพักทั้งหมด สามสี่ห้อง ส่วนใหญ่จะดูแลโดยเจ้าของบ้านเอง แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องความสะดวกสบายนะครับ รับรองว่าสะอาด และสบายมาก ห้องพักเหมือนโรงแรมทั่วไป มีห้องน้ำในตัว อุปกรณ์ครบครัน และส่วนมากจะบริการอาหารเช้า กับเย็นให้ด้วย เรียกว่าเป็นการผสมพันธุ์กันระหว่างความหรูหราของโรงแรมแบบตะวันตก กับความอบอุ่นของบ้านได้กลมกลืนอย่างน่าเกลียด แถมราคาก็ไม่แพงหูขาด สำหรับโรงแรมที่ผมไปพักชื่อ Gasthof Ami ตอนดูรูปในเวปแล้วชอบมาก เพราะว่าห้องดูดีมีสไตลลลล์ ราคาไม่แพง แถมมีบ่อน้ำร้อน outdoor ให้แช่อีกต่างหาก อิอิอิ ... หลังจากจองที่พักเรียบร้อย ที่เหลือก็แค่นับวันนับคืนรอครับ
ในที่สุดวันที่เรารอคอยก็มาถึง แต่สรุปแล้วผมไม่ได้ไปกับสาวร่วมห้องแค่สองคน แต่มีเพื่อนไปด้วยอีกสองคน จากทัวร์ฮันนิมูนเลยกลายเป็นทัวร์เฮฮาไปซะ อิอิอิ ... เราไปเริ่มต้นที่สถานี อาซะกุซะ ในโตเกียวครับ เพราะว่า Nikko Freepass ต้องไปเริ่มต้นที่นั่น ชาวญี่ปุ่นใคร ๆ ที่จะไปเที่ยวนิกโกะก็นิยมซื้อฟรีพาสกันทั้งนั้นเพราะสะดวกกว่า ถูกกว่า รถไฟที่จะแล่นไปนิกโกะจะออกทุก ๆ ชั่วโมง วันที่เราไปเผอิญเป็นวันจันทร์ เลยไม่ค่อยมีผู้ร่วมผจญภัยสักเท่าไหร่ จะว่าไปก็มีแค่ชาวต่างด้าว (อย่างพวกเรา) กับบรรดาคุณลุงคุณป้า ที่ตั้งใจจะแอบไปกุ๊กกิ๊กแช่น้ำร้อนกันที่นิกโกะแค่นั้น ...อ้อ แต่ต้องระวังนิดนึงนะครับ เพราะว่ารถไฟที่ไปนิกโกะนั้น จริง ๆ แล้วทั้งขบวนมีไปนิกโกะแค่สองโบกี้แรกเท่านั้น ส่วนโบกี้อื่น ๆ จะถูกตัดตู้ที่สถานีก่อนหน้าไปหมด ผมเองก็ขึ้นผิดเหมือนกัน ยังดีที่เอะใจไปถามนายสถานีก่อน เล่นเอาระทึกตั้งแต่ก่อนเดินทาง ...รถไฟค่อย ๆ พาเราวิ่งหนีจากความวุ่นวายห่างออกไปเรื่อย ๆ เผลอแป๊บเดียววิวสองข้างทางอุดมไปด้วยทุ่งนา และบ้านหลังโต ๆ ที่ไม่อาจพบเห็นได้ในโตเกียว และอีกไม่กี่อึดใจก็มีเสียงประกาศว่าสถานีต่อไปคือ Tobu Nikko ซึ่งเป็นสถานีปลายทาง และเป็นจุดหมายของเราแล้ว... ที่นิกโกะจะมีสถานีรถไฟหลักอยู่สองสถานี คือ JR Nikko ซึ่งเป็นของรถไฟสายเจอาร์ สถานีนี้เป็นสถานีรถไฟที่เก่าแก่ที่สุดในแถบนี้ซะด้วย และอีกสถานีหนึ่งก็คือ Tobu Nikko ซึ่งเป็นสถานีของรถไฟสายโทบุ (สำหรับคนที่ซื้อฟรีพาส จะต้องขึ้นรถไฟสายโทบุเท่านั้นนะครับ) ซึ่งสองสถานีก็อยู่ไม่ห่างกันมากเท่าไหร่
เราไปถึงนิกโกะก็เที่ยงพอดี ก่อนอื่นสิ่งแรกที่นักท่องเที่ยวที่ดีควรทำคือ การเข้าไปทักทาย Information Center ที่อยู่ภายในสถานี เพื่อเอาเอกสารแนะนำ และแผนที่การเดินทางภายในนิกโกะครับ อย่างที่บอกว่านิกโกะมีสถานที่ท่องเที่ยวหลักอยู่สองแห่งคือ วัดรินโน และทะเลสาบชูเซนจิ วันแรกเราตัดสินใจจ่ายเงินสี่ร้อยเยนแลกกับการยัดกระเป๋าไว้ในล็อกเกอร์ที่สถานี ก่อนไปเยี่ยมวัดรินโนที่อยู่ใกล้ ๆ สถานีก่อน เพราะว่าจะต้องเช็คอินก่อนหกโมงเย็นให้ทันอาหารเย็นที่เพนชั่นเตรียมไว้ให้ ... วัดรินโน อยู่ห่างจากสถานีไปแค่ ห้านาทีรถบัส ซึ่งเราใช้ฟรีพาสได้ แต่เนื่องจากพวกเรายังเป็นวัยรุ่นฟิตเปรี๊ยะอยู่เลยชวนกันเดินไป ปล่อยอารมณ์ให้โรแมนติคซะงั้น...อิอิอิ ...
วันนี้ไม่ค่อยมีใครมาเยี่ยมนิกโกะเท่าไหร่ เลยทำให้ตามถนนหนทางเงียบ ๆ เหงา ๆ แต่ก็ดูดีมีความสุขกว่าการรีบเดิน รีบเที่ยว รีบถ่ายรูปแข่งกันใครต่อใครในวันครึกครื้นมากมาย ... จุดแรกที่เราพบก่อนที่เราผ่านเข้าไปในบริเวณวัดรินโน คือสะพาน ชินคิโอะ ( shinkyo) หรือสะพานแดงในตำนาน ซึ่งเป็นสะพานที่ท่านนักบวชโชโด โชนิน ผู้ก่อตั้งวัดรินโน ใช้ข้ามแม่น้ำดาอิยะ ( Daiya ) ซึ่งเมื่อก่อนตอนท่านนักบวชใช้ข้าม เข้าใจว่าคงข้ามฟรี แต่เดี๋ยวนี้ไม่ว่านักบวชหรือนักท่องเที่ยวต้องจ่ายห้าร้อยเยนถ้าอยากจะข้ามสะพานนี้ ...อิอิอิ ... ผู้คนเลยเปลี่ยนใจมาข้ามสะพานข้าง ๆ และเก็บตกถ่ายรูปแบบฟรี ๆ แทน ... นั่งมองน้ำในแม่น้ำดาอิยะ แล้วมีความสุขไม่น้อย ถึงสายน้ำจะดูเกรี้ยวกราด แต่ก็ใสสะอาด เฉกเช่นคนที่ดูภายนอกแข็งกร้าวแต่ก็จริงใจดี
|
|
Shinkyo Bridge สะพานแดงในตำนาน
|
หลังจากเก็บภาพสะพานทั้งสะพานเดี่ยวและสะพานคู่กับคนทั้งเดี่ยวและหมู่ จนหนำใจแล้วก็ถึงเวลาทำจิตใจให้สงบผ่านเข้าไปในวัดรินโน ... ภายในบริเวณวัดรินโน ประกอบด้วยหลายส่วนมากมายจนอธิบายได้ไม่หมด ไม่ว่าจะเป็น ตัววัดรินโน เอง หรือ Tosho-gu shrine (วัดในลัทธิชินโตจะใช้คำว่า shrine แทน) หรือ Tosho-gu Treasure Hall หรือ Taiyuin-byo Shrine ฯลฯ ทั้งหมดนี้อยู่บริเวณเดียวกันหมด เดินถึงกันได้ ซึ่งก็กว้างเหมือนกัน สำหรับคนที่ชอบศิลปะแบบนี้ เหวี่ยงเวลาทิ้งได้ทั้งวัน .... ทุกส่วนนี้บางแห่งก็เข้าได้ฟรี บางแห่งก็ต้องเสียค่าเข้าซึ่งก็จะสามร้อยเยนบ้าง สี่ร้อยเยนบ้าง หรือเลยเถิดไปถึงห้าร้อยเยนบ้างก็มี ดังนั้นจึงแนะนำให้ไปซื้อตั๋วที่บริเวณขายตั๋วหน้าวัดที่เสียรวดเดียวพันเยน แต่เข้าได้ทุกวัดแทน (แต่ก็ยังอุตส่าห์มีบางจุดที่แอบเม้มต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกเช่นกัน) ก็จะถูกกว่า แต่หากไม่คิดจะเข้าทุกวัดก็เลือกจ่ายเอาตามใจชอบ ... สำหรับบริเวณวัดรินโน มีจุดที่ต้องไปเจอให้ได้อยู่หลายแห่งเหมือนกัน เช่น บริเวณหน้า Tosho-gu shrine ที่เป็นประตูสีทองเหลืองอร่ามก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ “must” ต้องไปถ่าย เพื่อประกาศให้ใครรู้ว่าชั้นมาถึงนิกโกะแล้วนะ (จะบอกให้)
|
|
ประตูสีทอง สัญลักษณ์ของนิกโกะ
|
นอกจากนี้ควรจะเข้าไปเยี่ยมเยียน ลิงสามตัว ปิดหู ปิดตา ปิดปาก (ในบ้านเราก็เหมือนจะมี) ที่พยายามจะสื่อว่า บางอารมณ์ทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่เห็น ไม่พูด บ้างชีวิตจะแช่มชื่นกว่าที่เป็นอยู่
และอีกจุดที่เด่น ๆ เลยคือ ภาพแกะสลักแมวหลับ ( nemuri neko ) ในตำนาน เนื่องจากอันนี้พิเศษใส่ไข่ เลยต้องจ่ายเงินค่าชมเพิ่มอีก ห้าร้อยเยน ตามระเบียบ ตามตำนานบอกว่าช่างที่แกะสลักนั้นเป็นชายหนุ่มที่มีฝีมือการแกะสลักที่เยี่ยมยุทธที่สุดในสมัยนั้น เป็นที่อิจฉาริษยาในหมู่นักแกะสลักด้วยกันยิ่งนัก เนื่องจากจะได้รับให้แกะสลักงานในราชสำนักอยู่บ่อย ๆ ยิ่งได้รับมอบหมายให้แกะรูปแมวหลับที่จะใช้ประดับในวัดสำคัญแห่งนี้ ยิ่งเป็นที่ริษยายิ่งกว่าถูกแย่งแฟน พวกช่างคนอื่น ๆ เลยรวมหัวกันจับตัวหนุ่มผู้นี้ไปทำรุมสกัม แถมกลัวโหดไม่พอเลยตัดแขนขวาด้วยซะเลย คราวหลังจะได้ไม่ต้องมาแย่งงานกันอีก ....โหดโคตร.... พ่อหนุ่มเลยกลายเป็นเดชไอ้ด้วนที่มีแต่มือซ้าย แต่ด้วยความมานะพยายาม และมีความรับผิดชอบ ตามแบบฉบับคำขวัญวันเด็ก ทำให้เพียรพยายามแกะรูปแมวนี้จนเสร็จด้วยแขนซ้ายเพียงข้างเดียว ... เวอร์โคตร .... รูปแมวหลับรูปนี้เลยเป็นตำนานด้วยประการละฉะนี้
|
|
เนมุริ เนโกะ แมวหลับในตำนาน
|
หมู่เราละลายเวลาอยู่แถวบริเวณวัดรินโน จนเกือบห้าโมงเย็น ยังดูไม่ทั่วเลย แต่จำใจต้องกลับเข้าที่พักเพราะว่าใกล้เวลาอาหารเย็นที่เค้าเตรียมไว้แล้ว ที่ต้องตรงเวลาเพราะเจ้าของเพนชั่นจะทำอาหารสำหรับแขกทุกคนแค่รอบเดียว ดังนั้นพวกเราเหล่ามาชุมนุมกันให้พร้อมเพรียงกันตามเวลานัดหมาย จากสถานีโทบุ นั่งรถบัสไปถึงเพนชั่นก็แค่สิบห้านาทีเท่านั้นเอง เห็นที่พักแวบแรกหัวใจแทบละลาย ...เรียกว่า Love at first sight น่าอยู่ดูอบอุ่นกว่าในจินตนาการมากนัก ละแวกนั้นมีเพนชั่นในกลุ่มเดียวกันอยู่หลายหลังเหมือนกัน แต่หลังของเราดูแลโดยคุณพี่ผู้ชายและพี่ผู้หญิงชาวญีปุ่นที่ลืมถามชื่อแซ่กันแค่สองคน เราไม่รู้ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองคน แต่การที่ชายหนุ่มหญิงสาวที่อยู่บ้านเดียวกัน หน้าตาไม่เหมือนพี่น้องกัน ช่วยกันทำธุรกิจกันกระหนุงกระหนิงเยี่ยงนี้ เราเลยแอบยัดเยียดความสัมพันธ์แบบสามีภรรยาให้เขาทั้งสองคนด้วยความเต็มใจ ...ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... พี่ชายโทบุ (นามสมมติ) เจ้าของเพนชั่น กุลีกุจอพาเราทั้งสี่คนไปเข้าห้องพักที่เตรียมไว้ สุดยอดมากเลย ... ภายในห้องแบ่งเป็นห้องโถงที่ใช้ดูทีวี และห้องนอน มีเตียงใหญ่หนึ่งเตียงและเตียงเล็กอีกหนึ่ง รวมทั้งมีพื้นที่ให้แอบเอาฟูกมาปูนอนได้อีก มีห้องน้ำสองห้อง พร้อมชักโครกรุ่นอุ่นไอรัก (แบบปรับอุณหภูมิให้ก้นอบอุ่นตลอดเวลาที่นั่งทำธุระปะปัง และมีปุ่มกดน้ำฉีดที่ปรับระดับความแรงถึงใจได้ตามที่หัวใจเรียกร้อง) มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบทุกอย่างเท่าที่นึกออก รวมถึงความอบอุ่นเล็ก ๆ ที่เจ้าของเพนชั่นแอบใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า ...มีความสุขจัง
วันรุ่งขึ้นหลังจากรวมพลตุนอาหารเช้าลงกระเพาะแล้วก็ถึงเวลาไปสำรวจทะเลสาบชูเซนจิ จากที่พักเราขึ้นรถบัสขึ้นเขาไปทะเลสาบประมาณสี่สิบนาที ระหว่างทางขึ้นเขาประกอบด้วยโค้งหักศอกทั้งหมด 48 โค้ง ซึ่งหมายถึงจำนวนตัวอักษรญี่ปุ่นที่มี 48 ตัว ดังนั้นแต่ละโค้งจึงมีชื่อโค้งเป็นตัวอักษรฮิรางานะ ผมก็นั่งเพลิดเพลินกับการอ่านชื่อโค้งไปเรื่อย ๆ จนมารู้สึกตัวอีกทีตอนสาวร่วมห้องสะกิดพร้อมกับมองมาด้วยสายตาอ้อนวอน มีคำพูดอะไรอยู่ภายในใจของเธอ ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติคแบบนี้ จะสารภาพรักครั้งที่เจ็ดสิบสี่ที่นี่เหรอ แอบหวานน่าดูนะเธอ ... และแล้วเธอก็เอื้อนเอ่ยคำพูดออกมาว่า ขอลูกอมบอกว่าจะอ๊วกแล้วเธอ ชั้นเมารถ ...ฮ่า ฮ่า ฮ่า หมดรมณ์...
|
|
Bus stop ที่ทะเลสาบชูเซนจิโกะ |
ห่างจากจุดที่ลงรถบัสไปไม่ไกลก็จะเห็นทะเลสาบชูเซนจิโกะวางอยู่ตรงกลางสายตา อีกฝั่งของผืนน้ำที่เงียบสงบเป็นทิวเขาหลายลูกเรียงตัวสลับกันไป หมอกที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำบ่งบอกถึงความเย็นของน้ำได้เป็นอย่างดี แต่กระนั้นก็ยังมีใครบางคนอุตส่าห์เช่า เป็ด(เรือถีบ)ออกไปปั่นเล่นกลางทะเลสาบในสนนราคา 1600 เยน /30 นาที ...โอ้ว แม่เจ้า ...ทางเดินเลียบทะเลสาบก็จะอุดมไปด้วยร้านอาหาร เพนชั่น โรงแรม ที่ตกแต่งไว้สวยงามทีเดียว แต่ในวันที่ร้างผู้คนเช่นวันนี้ ก็เลยดูสวยแบบเหงา ๆ
ที่วนอุทยานนิกโกะ นอกจากจะมีทะเลสาบชูเซนจิโกะ ที่มีออนเซน(บ่อน้ำพุร้อน) อันเลื่องชื่อให้แช่แล้ว ก็ยังมีจุดหมายสำคัญอย่างน้ำตก เคกอน ( Kegon ) ที่เป็นน้ำตกที่สูงเกือบร้อยเมตร ตอนที่ผมไปถึงจุดน้ำตก ตอนนั้นหมอกลงจัดมาก มองหายังไงก็มองไม่เห็นน้ำตก แต่ได้ยินเสียงอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง เดินหาอยู่นานจึงถึงเข้าใจความมหัศจรรย์คือการที่จะดูเห็นน้ำตกนี้ให้ชัด ๆ จะต้องจ่ายเงินห้าร้อยสามสิบเยนเพื่อจะลงลิฟท์ไปดูครับท่าน ลงนะครับ ไม่ใช่ขึ้น ... เมื่อลงไปถึงก็จะเห็นน้ำตกเคกอน ทิ้งตัวดิ่งลงมาเป็นสายน้ำสีขาวใสอยู่ตรงหน้า ...ถ้าตั้งใจถ่อมาถึงนี่แล้ว ลงไปดูเถอะครับ
จริง ๆ บริเวณนั้นจะมีน้ำตกที่สำคัญ ๆ อีกสองสามแห่ง รวมถึงออนเซนที่เก่าแก่ที่ชื่อว่า ยูโมโตะ ( Yumoto onsen ) ซึ่งเป็นที่ฮิตในหมู่หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นรุ่นอายุหกสิบขึ้นไปเป็นอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่ว่าเวลา(และงบประมาณ)ของคณะเรามีจำกัดจำเขี่ยซะเหลือเกิน เลยเก็บมาได้ไม่ครบ เย็นมากแล้ว คณะทัวร์เฮฮาของเราก็ได้เวลารวบรวมกำลังที่เหลืออยู่ลากสังขารตัวเองให้ไปถึงสถานีโทบุ นิกโกะ แล้ววางตัวเองแหมะลงบนโบกี้ ก่อนที่จะปล่อยให้รถไฟสายโทบุ อาซากุซะ พาร่างสลบไสล กลับบ้าน ...ถึงแม้จะมีเวลาไม่มากสำหรับครั้งแรกที่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับสาวนิกโกะ แต่รับรองว่าครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน เราแวะจะมาสำรวจเธออีก โทษฐานที่เธองามแบบเหงา ๆ ...เราชอบนี่นา
Batman
ปล 1 . นิกโกะ เธอจะสวยมากในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี (ปลายเดือนสิบเข้าเดือนสิบเอ็ด)
ปล 2. ใครที่ไม่เคยมาเที่ยวญี่ปุ่น หรือเคยมาเที่ยวกับทัวร์แล้วแต่ยังไม่เคยมาสนุกสนานด้วยตัวเอง ลองเข้าไปดูในเวปที่ผมแนะนำไปเถอะครับ กล้า ๆ หน่อย รับรองว่ามาเที่ยวกันเองไม่ยากอย่างที่คิด สนุก ตื่นเต้น เร้าใจกว่าเป็นกอง แถมประหยัดกว่าอีกต่างหาก แล้วท่านจะไม่หวนกลับไปเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์อีกเลย รับรอง
|