|
ฉบับที่ 16
ซีดาน ผู้ลิขิตชีวิตตัวเอง
จั่วหัวเรื่องแบบนี้หลายคนคงเอือมระอาว่าจะอะไรกันนักกันหนา ฟุตบอลโลกก็เลิกไปแล้ว ...ก็แหมนิ้ดสสสส์นึง อย่างว่าบอลโลกไม่ได้เตะกันทุกสามอาทิตย์อย่างที่คนญี่ปุ่นเข้าใจสักหน่อย แถมบอลโลกปีนี้ดันมีฉากจบที่คลาสสิกซะอีก ไม่พาดพิงก็ดูกระไรอยู่เนอะ... อย่างที่ทราบ ๆ กันว่าฟุตบอลโลกของชาวญี่ปุ่นอำลาไปตั้งแต่นากาตะและผองเพื่อนถูกบราซิลวิสัญญีฆาตกรรมแล้ว หลังจากนั้นก็ดูเหมือนคนญี่ปุ่นก็จะหมางเมินไม่สนใจมหกรรมนี้อีก ซึ่งผิดกับคนไทย (ที่ทีมชาติไม่มีเอี่ยวตั้งแต่เริ่ม) ที่ตะบี้ตะบันดูมันซะทุกแมตช์ ควรยกย่องให้ว่าเป็นกองเชียร์สปิริตสูง เรียกว่าเสียงนกหวีดยังไม่ดัง เราก็ไม่นอน ฮ่า ฮ่า ฮ่า
หลังจากที่ขับเคี่ยวกันมาหนึ่งเดือนเต็ม ทีมที่เชียร์ก็ทยอยตกรอบไปหมดแล้ว เราก็ได้คู่ชิงที่สมน้ำสมเนื้อคือ อิตาลี กับ ฝรั่งเศส ซึ่งดูตามหน้าเสื่อ หน้าโต๊ะแล้ว อิตาลีดูจะเป็นต่อทีมคนชรา ฝรั่งเศสอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางสู่รอบชิงของอิตาลีที่ปูด้วยกลีบกุหลาบซ่อนกลิ่นชาเขียว จะหนักก็นัดตัดเชือกกับเจ้าภาพเท่านั้น ผิดกับฝรั่งเศสที่ต้องกระเสือกกระสนตั้งแต่รอบแรก แถมยังแทบลมใส่เมื่อดันเข้าผิดช่องมาเป็นที่สองของสาย ทำให้ต้องไปหักกับสเปน ดวลกับบราซิล แถมยังต้องเซิ้งแข้งกับเด็กกำลังห้าวอย่างโปรตุเกส เรียกว่าผ่านเข้าชิงแบบต้องพึ่งยาดมตราโป้ยเซียน ... ดังนั้นก่อนเกมนัดชิงชนะเลิศนักพนันที่ดีทั่วโลกพากันอยู่ข้างอิตาลี ถึงแม้พวกกองเชียร์ตราไก่ทั้งหลายจะแอบฝังความหวังไว้ลึก ๆ หลังจากที่เห็นพี่เหม่ง ซีดาน เริ่มเร่งฟอร์มขึ้นมาได้เรื่อย ๆ ก็ตาม ....
พูดถึงซีดานที่ประกาศว่าจะเอาทัวร์นาเมนท์ระดับโลกมาเป็นปาร์ตี้อำลาแฟนบอลทั่วโลก มันจะดูมีคลาสไม่น้อยถ้านักฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกจะมีฉากอำลาเป็นฉากที่ชูถ้วยสีเหลืองอร่าม ต่อหน้าแขกเหรื่อนับร้อยล้านเช่นนี้ ในฐานะที่ผมไม่ใช่กองเชียร์อิตาลี และฝรั่งเศส แต่เผลอใจชอบซีดาน (คนเดียว) นัดนี้จึงช่วยไม่ได้ต้องเป็นกองเชียร์ตราไก่จำเป็นกันละครับ
เกมนัดชิงชนะเลิศเริ่มขึ้นด้วยการเปิดฉากขึงเกมโดยอิตาลีตามคาด ครึ่งแรกนั้นอิตาลีเล่นเยี่ยมจริง ๆ ครับ ก่อนเกมหลายคนค่อนขอดให้ได้ยินว่าเบื่ออิตาลีเพราะชอบเล่นตุกติกและชอบอุด ... เรื่องชอบตุกติกนี่ก็ยอมรับว่ามีบ้าง แต่ถ้านับเฉพาะทัวร์นาเมนท์นี้คงต้องยอมยกตำแหน่งทีมมารยาร้อยแปดสิบเล่มเกวียนให้กับทีมของน้องโด้และผองเพื่อน ...อิตาลีในอดีตอาจจะมีชื่อเสีย(ง)ทำนองตีหัวเข้าบ้านหรือเปล่าไม่รู้ แต่ผมดูฟอร์มของอิตาลีทีมนี้แล้ว ค่อนข้างแจ่มมากขอบอก ของเค้าของจริงครับท่าน คาดว่าหลายคนคงเสพติดกับบอลโยนยาว(มั่ว ๆ)อย่างทีมขวัญใจแม่ยก อังกฤษ พอมาเจอทีมที่ต่อบอลบนพื้นที่เน้นจังหวะแน่นอนอย่างอิตาลีจึงอาจจะรู้สึกอึดอัดพาลกล่าวหาว่าเป็นพวกช่างอุดไปซะ ... แต่อย่างน้อยครึ่งแรกนัดชิงชนะเลิศอิตาลีก็แสดงให้เห็นแล้วว่าสุดตีน
อย่างไรก็ตามราวกับพระเจ้าผู้เขียนบทจะจงใจเขียนบทเกมนัดส่งท้ายนี้ให้เป็นซีดานโชว์โดยแท้ โดยลิขิตให้ฝรั่งเศสได้จุดโทษจากตอนที่มาลูดาพาบอลเข้าไปในเขตโทษอิตาลีแล้ว ถูกลมสะกิดล้มในเขตโทษ (ดูภาพช้าแล้วยังไงกองหลังอิตาลีก็ไม่ได้โดนแหง ๆ) ตอนที่ซิซูเอาบอลไปวาง ผมเดาว่าต้องยิงเลียดไปทางมุมโปรดซ้ายมือเหมือนตอนยิงโปรตุเกสแหง ๆ และบุฟฟ่อนก็คงคิดเหมือนกันเลยพุ่งไปทางนั้น ก่อนที่ซีดานจะแสดงช็อตมหัศจรรย์ชิพนิ่ม ๆ ไปทางขวาบน เรียกว่าบนออกจากเท้าซีดาน ผมแทบหยุดหายใจ ตะลึงตึงตึง เพราะวิถีมันกึ่งจะชนคานอยู่แล้ว ยิ่งตอนบอลกระเด้งลงพื้นนี่ยิ่งใจแป้วหนักลุ้นว่าจะข้ามเส้นหรือยัง จนกรรมการเป่าให้ได้ประตูนั่นล่ะระบบหายใจจึงกลับมาประจำการอีกครั้ง ...แอบอุทานว่าสุดตีน.... เสี้ยนจริง ๆ พี่เอ้ย....แต่อิตาลีก็แสดงให้เห็นแล้วว่าจิตใจนั้นแกร่งจริง ๆ ค่อย ๆ ตั้งเกมจนนำไปสู่ประตูตีเสมออย่างรวดเร็ว และจวนเจียนจะแซงนำหลายครั้ง คุมจังหวะเกมไว้ได้จนหมดครึ่งแรก
เมื่ออิตาลีเริ่มแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าอย่างชัดเจน คาดว่าพระเจ้าองค์เดิมคงกลัวผู้ชมไม่ตื่นเต้น ครึ่งหลังเลยกลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อซีดานและผองเพื่อนออกมาจากอุโมงค์ไล่ขย่มพี่เลี่ยนซะอยู่หมัดจนกองเชียร์ไก่และไก่เฉพาะกิจอย่างผมเริ่มกระต๊ากเสียงดัง เรียกว่าเกมอยู่ในอุ้งตีน และคาดว่าพระองค์ (น่าจะเป็นองค์เดียวกับที่กำกับให้ซามูไรบลูตายหมู่) คงจะมันส์มือไปหน่อย จากหนังแอ็คชั่นธรรมดาเลยกลายเป็นหนังเศร้าน้ำตาท่วมจอ เมื่อเขียนบทพลิกกลับไปกลับมาร้อยแปดสิบองศาซัมเมอร์ซอลล์ใส่เกลียวสามรอบครึ่ง เมื่อมาเตราชซี่เปิดฉากให้พรซีดานหลังจากกระทบกระทั่งกันในกรอบเขตโทษ ว่าแล้วกัปตันซีดานผู้ที่ไม่ได้มีจิตใจเลอเลิศเหมือนกัปตันซึบาสะก็บรรจงทะยานเอาหัวเหม่ง ๆ ไปซบไออุ่นที่อกของมาเตราชชี่แบบแนบแน่น จนกรรมการให้ใบแดงเป็นของขวัญในนัดอำลา .... โอ้ววว์ ชิตชัย ช่างเป็นบทจบที่โคตรคลาสสิคอะไรเช่นนี้... ยิ่งฉากที่ซีดานเดินลงอุโมงค์โดยมีฉากโฟร์กราวด์เป็นถ้วยฟุตบอลโลก โดยที่ซีดานไม่เหลียวมามองเลยสักนิด ... เรียกว่าแค่ฉากเดียวก็เอารางวัลออสการ์ไปเลยพี่ มันกระชากต่อมน้ำตากันเหลือเกิน...
คาดว่า ณ นาทีนั้นกองเชียร์ตราไก่ทั้งขาประจำและขาจรคงอึ้งแหลกกันเป็นทิวแถว เมื่อคนที่พวกเค้าฝากความหวังทั้งมวลเอาไว้ บรรจงขยี้ความหวังนั้นด้วยตัวเอง ... แต่ใครเล่าจะโกรธซีดานลง ก็ในเมื่อตอนที่ทีมชาติฝรั่งเศสอยู่ในช่วงเจริญลง ๆ จวนเจียนจะตกรอบคัดเลือกไม่ได้มาซ่าที่เยอรมัน สมาคมฟุตบอลฝรั่งเศสเองเป็นผู้หอบเอาความหวัง(ลม ๆ แล้ง ๆ ในตอนนั้น)ไปอ้อนวอนซีดานตากหน้าให้กลับมาเล่นทีมชาติหลังจากที่เฮียแกประกาศเลิกเล่นไปแล้วไม่ใช่ฤา และใครจะไปเชื่อว่าพี่ซีดานจะพาฝรั่งเศสทีมเดียวกันนั้นขโยกเข้ามาจนถึงรอบชิงชนะเลิศจนได้ ดังนั้นการกระทืบความฝันของทุกคนก่อนหมดเวลาเพียงแค่ 10 นาทีอาจจะเป็นสิ่งที่ชอบธรรมก็เป็นได้ ... พลันที่ซีดานก้าวเท้าออกจากสนามไป ต่อไปผู้คนจะจดจำซีดานในฐานะ ผู้นำทริกการหมุนตัวพาบอลหลบคู่แข่ง จนเรารู้จักกันในนามซีดานทริก ซีดานผู้เล่นลูกตั้งเตะได้ไม่เป็นรองใครในโลก (แน่นอนหมายรวมถึงไม่เป็นรองเดวิด เบ็คแฮม และดุสิต เฉลิมแสน) จนมาถึงซีดานผู้เยือกเย็นในการชิพลูกโทษในนัดชิงชนะเลิศ และที่สุด ซีดานผู้ที่ถูกไล่ออกในนัดอำลาชีวิตนักเตะที่บังเอิญเป็นนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก และซีดาน หนึ่งในสุดยอดอัจฉริยะของโลกฟุตบอล
Batman superhero21@hotmail.com |