|
ฉบับที่ 9
เพราะเหตุการณ์พลิกนรกของเกมฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศถ้วยพี่ใหญ่สุดของยุโรประหว่างหงส์แดง ลิเวอร์พูลกับปีศาจแดงดำ เอซี มิลาน ทำให้ Made in Japan 9 ถูกคลอดออกมาก่อนกำหนด ต้องบอกว่ามันเหลือเชื่อยิ่งกว่าการกลับชาติมาเกิดของปาฏิหาริย์ เล่นเอาแฟนหงส์แดงทั่วโลกยิ้มแก้มบานไปตาม ๆ กัน .... จะไม่ให้ยิ้มได้ยังไงล่ะครับ ก็ครั้งสุดท้ายที่ลิเวอร์พูลเข้าชิงชนะเลิศถ้วยใบนี้น่ะมันยี่สิบปีที่แล้ว แถมผลงานในประเทศยังผลุบโผล่ ๆ โดยเฉพาะกลียุคช่วงเฮียโปนคุมทีมจนใครหลายคนอุตริเปลี่ยนสโลแกนจาก You’ll never walk alone เป็น You’ll never walk again
แหม ไอ้แฟนหงส์อย่างเราช่วงนั้นก็ดูมืดมนไม่มีแสงสปอร์ตไลต์ปลายอุโมงค์จริง ๆ ก็ได้แต่ทำตัวเป็นคนเจียมตัวที่ดี ปล่อยให้แฟนผี แฟนปืนใหญ่ เค้าดี้ด้ากันไปสองทีม แถมปีนี้ยังมีพี่สิงห์บลูอีกหนึ่งทีม ...ดังนั้นเมื่อคืนจึงต้องถือว่าเป็นปรากฎการณ์สุดทีนที่ควรค่าแก่การโวยวายสุดเหวี่ยง ดังนั้นหากใครผ่านไปพบแฟนบอลบางคนยืนเหม่อ เดินก็ยิ้ม กินข้าวก็ยิ้ม เมียด่าก็ยิ้ม มาทำงานสายก็ยิ้ม ให้ฟันธงไปได้เลยว่าเขาและหล่อนเป็นสาวกหงส์แดง ส่วนคนที่มีอาการหัวตั้งเหมือนอยู่ชมรมขนหัวลุกก็เดาได้ไม่อยาก...อิอิ
อย่างที่บอกนะครับว่านัดนี้สำคัญสำหรับแฟนหงส์แดงสุด ๆ เพราะว่าถ้าพลาดไปนี้ไม่รู้จะต้องรออีกนานแค่ไหนถึงจะฝ่าอรหันต์เข้ามาชิงอีก ดังนั้นจึงต้องเตรียมพร้อมแต่เนิ่น ๆ ครับ ...หลายคนคงงงว่าจะต้องเตรียมตัวอะไร ก็แค่เปิดทีวีดู .... ถ้ามันง่ายแบบนั้นก็ดีสิครับ แต่ว่าเผอิญว่าที่ญี่ปุ่นเนี่ย ฟุตบอลยุโรปเปรียบเป็นกีฬาลูกเมียน้อยคนที่เจ็ด แบบว่านานน้านถึงจะมีถ่ายทอดสักที ส่วนกีฬาลูกเมียหลวงนั่นก็ไม่บอกก็คงเดาถูกว่าเป็นเบสบอลนะครับ มีถ่ายแทบจะทุกวัน แถมไอ้เรามันก็ประเภทรสนิยมสูงรายได้ต่ำ ไม่มีปัญญาติดเคเบิ้ลทีวีซะด้วย ดังนั้นเมื่อดูทางทีวีไม่ได้ ก็ต้องพึ่งทางอินเทอร์เนตครับ โดยการเข้าไปดูฟรีทีวีของไทยทางอินเตอร์เนตแทน ซึ่งจริง ๆ แล้วมีเวปไซต์ให้ดูได้ทุกช่องนะครับ ตั้งแต่ 3, 5, 7, 9, 11, itv , nation ซึ่งความระดับความยากง่ายในการ connect ก็จะแตกต่างกันไป
ปัญหาใหญ่ของผมมันอยู่ที่ว่านัดหยุดโลกนัดนี้มันถ่ายทอดสดผ่านช่อง 3 ซึ่งถือว่า connect เป็นมือวางอันดับหนึ่ง จะด้วยเพราะเรตติ้งคนดูเยอะ หรือว่าเพราะระบบสู้ช่องอื่นไม่ได้ก็จนด้วยเกล้าครับ รู้แต่ว่าต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด จุดธูปบูชาราหูในการดูช่อง 3 ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท บ่ายวันพุธหลังเลิกเรียน ผมจึงต้องรีบแจ้นกลับบ้านเพื่อ connect ช่อง 3 ตั้งแต่ตอนบ่ายสี่โมงเย็นครับ (เวลาเมืองไทยก็ บ่ายสอง) เพื่อจะดูฟุตบอลตอนตี 3.45 คิดดูครับว่าทุ่มทุนสร้างขนาดไหน ขนาดรีบกลับมา connect ตั้งแต่หัววันกะว่ารายการตอนบ่าย ๆ คนคงเข้าไปดูไม่เยอะแต่กว่าจะ connect ติดเล่นเอาเหงื่อตกกีบ หวุดหวิดจะถอดใจไปหลายรอบครับ ... หลังจาก connect ติดก็แทบจะกราบไหว้เทิดทูนโน้ตบุคยิ่งกว่าพระเจ้า ไม่กล้าใช้งานรุนแรงเดี๋ยวเผื่อไปกระทบกระเทือนจิตใจท่านเข้าแล้วพาลจะงอแง disconnect ขึ้นมาละก็มีหวังได้ปิดไฟนอนแต่หัววันแหง ๆ .....
แหกขี้ตาตื่นขึ้นมาก่อนเวลาเตะเกือบสิบห้านาที ก็แหม นัดสำคัญแบบนี้ นักเตะเค้ายังมีการวอร์มร่างกายเลย กองเชียร์อย่างผมก็ต้องมีการวอร์มเหมือนกัน อิอิ ... สิบเอ็ดตัวแรกของลิเวอร์พูลก็หน้าตาเดิม ๆ ไม่มีอะไรเซอร์ไพส์ ยกเว้นการเสียบของแฮรี่ คีเวลล์ ที่แทนฮามันท์ ทำให้หวั่น ๆ ใจเหมือนกัน เพราะว่าอย่างที่รู้ ๆ กันถึงแม้อะไร ๆ มันจะเป็นใจให้แฟนลิเวอร์พูลทั้งหลายมั่นใจเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าคืนนี้มีเฮแน่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น ปีที่โป๊ปสิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้าชายชาร์ลอภิเสกสมรส เวลล์ได้แชมป์รักบี้ หรือจะเป็นทุกครั้งที่หงส์เป็นเจ้ายุโรปจะใส่สีแดงและทีมคู่แข่งก็เป็นสีขาวทุกครั้ง ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่บทที่เขียนขึ้นมาเพื่อแต่งให้ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์แหง ๆ แต่เมื่อมานั่งตรึกตรองดูให้ดูแล้ว ไอ้ชิกหายที่กูเชื่อ ๆ เนี่ยมันไสยศาสตร์หมดเลยนี่หว่า ...
ส่วนความเป็นจริงที่เห็นคือ ตราโอเล่ ดาวเตะผู้โชว์สเตปหยอกล้อกับเพื่อนร่วมทีมหมุนเข้าไปทำประตูฝ่ายตัวเอง จะต้องประกบ อันเดร เชพเชงโก้ นักเตะยอดเยี่ยมของยุโรปคนล่าสุด หรือจะไปหวังกับกองหน้าอย่าง มิลาน บารอส ดาวยิงผู้ทำหน้าเหนื่อยตลอดเวลาไม่เว้นแม้แต่นาทีแรก ที่รับหน้าที่เป็นโดดเดี่ยวผู้น่ารักที่จะถูกประกบโดยแผงกองหลังที่ถูกยกย่องดีที่สุดในโลกอย่าง คาร์ฟู, เนสต้า, สตัม, และน้ามัลดินี่ ไม่ว่ามองรูไหนก็ไม่เห็นว่าจะหลุดเข้าไปยิงได้ตรงไหน นอกจากนี้สิ่งที่บ่งบอกว่าบางทีไสยศาสตร์อาจจะไม่มาตามนัดก็ได้คือ “ ประสบการณ์ ” ครับ ถึงสถิติในอดีตจะบ่งบอกว่าหงส์แดงคือแชมป์สี่สมัย จากการเข้าชิงห้าครั้ง แต่ว่าครั้งสุดท้ายคือปีเดียวกับที่กัปตันทีมเจอร์ราดยังต้องให้แม่ใช้เท้าล้างก้นให้อยู่เลย แถมในนักเตะในทีมไม่เคยมีใครเคยเข้าชิงฟุตบอลนัดเขย่าใจแบบนี้มาก่อน อารมณ์ไม่ต่างอะไรกับสามล้อถูกหวย แตกต่างกับปีศาจแดงดำอดีตแชมป์เมื่อสองปีก่อน ที่นักเตะชุดคว้าแชมป์ยังอยู่กันครบทุกตัว สิ่งที่หวั่นเกรงคือ บรรยากาศในอิสตันบูลจะกดดันให้ชุดแดงทั้งหลายสั่นจนอาจเกิดการฆาตกรรมหมู่ได้ ....
นั่นไง ความกลัวยังไม่ทันจางหายจากหัว เพียงแค่นาทีแรก ลูกฟรีคิกลูกแรก ที่ตราโอเล่ประเดิมทำฟาวล์ และจากลูกโยนเข้ามาน้ามัลดินี่เอี้ยวตัววอลเล่ตูมเดียวหายเลย แอบอุทานในใจว่าชิบหอยแล้วไง แทบปิดทีวี ใจหล่นไปอยู่ที่ตูด หลังจากนั้นก็ภาพการฆาตกรรมหมู่ก็ทยอยถูกถ่ายทอดสดไปทั่วโลก อย่างที่หวั่นเกรงคือพูดกันจริง ๆ ก็คือเมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์นักเตะหงส์ก็เทียบกับเหล่าอสูรแดงดำไม่ได้อยู่แล้ว บรรยกาศในสนามยังเร่งเร้าให้นักเตะสีแดงผลัดกันทำพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิหนำซ้ำริคาร์โด้ กาก้า จอมทัพจากมิลานยังโชว์ลีลาร่ายมนตร์สะกดนักเตะลิเวอร์พูลให้สยบอยู่แทบเท้า เรียกว่าแค่กาก้าคนเดียวก็ทำเอาลิเวอร์พูลปั่นป่วนไปทั้งทีม หลังจากกรรมการเป่านกหวีดหมดครึ่งแรก ...มีการแอบถอนหายใจเบา ๆ พร้อมกับปลอบใจตัวเองว่า โดนแค่สามลูกก็ดีถมไปแล้ว ....
ตอนนั้นเกิดความสับสนทางเพศว่าจะเอาไงกับชีวิตดี จะทนดูการฆาตกรรมหงส์แดงไปจนจบแล้วช่วยเป็นเจ้าภาพร่วมสวดพระอภิธรรมดี หรือว่าจะปิดฉากเส้นทางบอลยุโรปของลิเวอร์พูลไว้แค่สี่สิบห้านาทีของนัดชิงชนะเลิศ ... เมื่อไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็ตกลงใจขอตามไปดูต่อดีกว่า ในใจตอนนั้นคิดว่าขอดูหน่อยว่าราฟาเอล เบนิเตซนี่ของจริงแค่ไหน ไม่ได้คาดหวังมากมายแค่รูปเกมดีกว่าที่เป็นอยู่ อย่าโดนเพิ่มแค่นั้นก็ดูจะเพียงพอกับความคาดหมายแล้ว ...สาบานว่าแค่นั้นจริง ๆ .... แต่แล้วก็เป็นอย่างที่ใคร ๆ เห็น ... ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เอล ราฟา เป็นของจริงหรือแค่ของเทียมทำเหมือน ราฟา ใช้เวลาแค่ สิบนาทีช่วงพักครึ่งสร้างลิเวอร์พูลทีมใหม่ขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ ...พลันให้นึกถึงใครบางคนที่ใช้เวลาถึงหกปีในการสนุกสนานกับการทำลายนักเตะ...โธ่เอ้ย (ไอ้)เฮียโปนนนนนนน.... การปรับเอาฮามันน์ลงมายืนเป็นมิดฟิวส์ตัวรับคู่กับซาบี อลอนโซ่ เป็นตัวแปรสำคัญ และจากการเสี่ยงอัดมิดฟิวส์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ทำให้แดนกลางหงส์มีมากกว่ามิลานถึง 2 คน และก็เพียงพอที่จะปฏิบัติการจับตายไอ้เด็กนรก กาก้า
ถ้าจะบอกว่าเกมนี้ราฟาไม่ได้หวังประตูจากกองหน้าก็เห็นจะไม่ผิดนัก เพราะว่าการปล่อยบารอสเป็นโดดเดี่ยวผู้หน้ารักอยู่ท่ามกลางหมู่อสูรแดงดำ ต่อให้มีเพิ่มอีกสองตีนยังไม่รู้จะกระทุ้งประตูได้อีกหรือเปล่า และการปล่อยฮามันน์ลงมาทำให้เจอร์ราดมีอิสระขึ้นไปเติมเกมบุกได้มากขึ้น และเป็นที่มาของประตูตีไข่แตกและประตูต่อ ๆ มา ... เรียกว่าตอนพี่เจิดยิงลูกแรกได้ ผมยังงงงอยู่เลย และยังไม่ทันหายงงก็ต้องงงซ้ำซ้อน เมื่อซมิเซอร์ ดาวเตะที่ลิเวอร์พูลจ้างมาให้อยู่ในโรงหมอมากกว่าวิ่งอยู่ในสนาม ก็บวกประตูที่สอง ยิ่งตะลึงหนักเข้าไปอีก ยังงงงงว่ากูฝันไปหรือเปล่าวะเนี่ย ยังไม่ทันได้สติดี พี่เจิดก็ถูกฟาวล์ในเขตโทษ อลอนโซ่ซ้ำลูกโทษเข้าไป เท่านั้นแหละ ผมแหกปากโวยวายลั่นราวกับคนเสียสติ ...
หลังจากตีเสมอแล้วราฟาก็แสดงการปรับหมากอีกครั้งด้วยการปรับหงส์แดงให้ไปเล่นแผนกองหลังห้าตัว โดยดึงเอาพี่เจิดของเราไปยืนแบ็กขวา... สุดยอดเลยเฮีย....คิดว่าคาร์โล อัลเชลอตติ กุนซือมิลานก็คงคาดไม่ถึงว่าราฟาจะปรับมาใช้แบบนี้ เพราะว่าถึงสตีวี่จีจะเริ่มต้นการค้าแข้งด้วยตำแหน่งแบ็กขวา แต่ตั้งแต่พี่เจิดได้ดิบได้ดีโด่งดังในตำแหน่งจอมทัพแดนกลางแล้วเราก็ไม่เห็นเจอร์ราดถอยกลับไปเล่นแบ็กขวาอีกเลย ...หลายคนคงหงุดหงิดที่เห็นหงส์แดงกลับไปอุดปล่อยให้มิลานไล่ทุบอยู่ข้างเดียว แต่ราฟาอาจจะไม่มีทางเลือกมากไปกว่านี้ อย่างที่เห็น ขนาดนักเตะสมบูรณ์เต็มที่ ยังเอามิลานแทบไม่อยู่ การตีเสมอได้ในหกนาทีถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อยู่แล้ว หากยังจะดื้อดึงบุกเอาประตูที่สี่ สามประตูปาฏิหาริย์อาจจะไร้ค่า นักเตะหงส์แต่ละคนแค่ยืนยังป้อแป้ การก้มหน้าก้มตาแพ็คเกมรับแล้วรอคำตัดสินจากการดวลจุดโทษถึงแม้จะเสียวอูยยแต่ก็เป็นหนทางที่ควรทำ...
พลันหลังจากการที่สตีวี่ จีชูถ้วยแชมป์ถ้วยยูโรเปี้ยนคัพ สมัยที่ 5 (ขออนุญาตเรียกชื่อเดิมที่คุ้นปากมากกว่า ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก) ให้ความรู้สึกว่าสิ่งที่ลิเวอร์พูลผ่านมาในรอบขวบปี มันไม่ต่างอะไรกับหนังไตรภาค Lord of The Ring ... เริ่มตั้งแต่ The Fellowship of the Ring ก่อนหน้าเปิดฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูลได้ปลดเชราร์ อุลลิเยร์ ออก พร้อมกับการสรรหาโค้ชคนใหม่ ก่อนจะมากระชากตัว ราฟาเอล เบนิเตช ออกมาจากรังค้างคาวบาเลนเซีย พร้อมกับกลุ่มสตาฟโค้ช รวมถึงการเสริมทัพของนักเตะใหม่จากแดนกระทิงดุ ... แล้วจับสลากประกบคู่มาเจอตออย่างยูเวนตุส รวมถึงการผ่านมาเจอแชมป์พรีเมียร์ลีก ที่กำลังห้าวอย่างเชลซี ก็ไม่ต่างอะไรกับการหักด่านหอคอยคู่ The two towers … และบทสรุปสุดท้ายของการ The Return of the King ที่ปิดฉากอย่างอลังการราวกับว่าอยากให้จดจำไปอีกนานแสนนาน หลังจากค่ำคืนมหัศจรรย์จบลงด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเดอะค็อปทั้งหลาย พร้อมกับเสียงพึมพำ พึมพำเบา ๆ ว่า ...มูรินโญ่ ฤดูกาลหน้าเจอกันแน่ ...
แบทแมน |