โอฮาโย...โตเกียว
มาทักทายกันเป็นประจำ โดยพีจัง...นักเรียนไทยในโตเกียวซึ่งได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปศึกษาต่อที่ Tokyo Institute of Technology ประเทศญี่ปุ่น

อ่านเรื่องย้อนหลัง : ตอนที่ 1-2

  หัดขึ้นรถไฟ

ว่ากันถึงเรื่องการใช้รถไฟเดินทางไปไหนมาไหนในเมือง หรือข้ามไปจังหวัดอื่นๆ ในญี่ปุ่น นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ใช่จะง่ายเลยนะคะ บางคนกล้าๆ หน่อย มาวันแรกก็ไปไหนเอง ได้แล้วทั้งๆ ที่อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก แต่บางคนอ่านออกแต่หลงเป็นประจำก็มีเหมือนกัน ใครขึ้นรถไฟในโตเกียวเป็น จะไปขึ้นที่ไหนๆในโลกก็สบาย เพราะว่าระบบที่นี่รวมสุดยอด แห่งความสับสนไว้แล้วล่ะค่ะ สายรถไฟแต่ละสายก็จะมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ต่างกัน และในเขตโตเกียวและเขตใกล้ๆ ก็มีอยู่หลายสิบสาย พันกันนัวเนียไปหมด ปัญหาใหญ่ อย่างหนึ่งของเด็กบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นรถไฟใต้ดินอย่างเด็กไทย ก็เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องนี้ ล่ะค่ะ  
รถไฟใต้ดิน Ginza Line
 



ที่บอกว่าเป็นสุดยอดแห่งความสับสน ไม่ใช่เพราะระบบเค้าไม่ดีหรอกนะคะ ระบบการรถไฟ ที่นี่เค้าดีมากแบบไม่น่าเชื่อว่าจะคิดขึ้นมาได้ อย่างเช่นเรื่องเวลา ทุกอย่างจะต้องตรงเป๊ะ แบบคลาดเคลื่อนกันไม่เกินหนึ่งนาที ตารางเวลานี่เชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ ความสับสน ระดับน้อยๆ ก็อย่างเช่น รถไฟบางสายจะมีรถธรรมดาที่จอดทุกสถานี รถด่วน ที่จอดบางสถานี และยังมีรถด่วนจี๋ที่จอดไม่กี่สถานี รถด่วนก็จะแซงรถธรรมดาที่บางสถานี โดยรถธรรมดาจะต้องจอดรอ ส่วนรถด่วนจี๋ ก็สามารถแซงได้ทั้งรถธรรมดา และรถด่วน แค่นี้เรื่องเวลาก็ต้องจัดกันดีๆแล้วล่ะค่ะ เพราะจะต้องให้เหมาะสมกับการที่ผู้โดยสาร จะสามารถเปลี่ยนระหว่างรถธรรมดากับรถด่วนได้ และก็ต้องกะระยะเวลาห่างของรถ แต่ละขบวนให้พอๆกันด้วย
JR Yamanote Line
รถไฟสายหลักที่วิ่งวนเป็นวงกลมรอบโตเกียว
 


ช่วงแรกๆที่ผู้เขียนขึ้นรถไฟเอง อย่าว่าแต่เรื่อง รถธรรมดากับรถด่วนเลยค่ะ ตอนนั้นชื่อสถานียังอ่านไม่ค่อยจะออก จำลำดับไม่ได้ ต้องคอยนับเอาว่าผ่านไปกี่สถานีแล้ว จะต้องลงที่สถานีที่เท่าไหร่ ซึ่งปกติเค้าจะประกาศ แต่ตอนนั้นยังหูไม่กระดิก ฟังอยู่ประมาณสามเดือนถึงพอจะเข้าใจว่าเค้าพูดอะไร อย่างเช่นเวลาจะมีรถด่วนแซงเค้าก็จะบอกว่าจะแซงที่สถานีไหน ถ้าเราจะรีบไป ก็สามารถจะรอรถด่วนที่จะตามมาได้ เพราะว่าอาจจะไปถึงเร็วกว่า

ความสับสนที่ยากขึ้นมาอีกหน่อยก็อย่างเช่นกรณีมีการตัดตู้กันกลางขบวนแบบครึ่งหน้าไปต่อ ครึ่งหลังหยุด กรณีนี้เคยเจอกับตัวเองตอนพาครอบครัวไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งต้องนั่งกันนานพอสมควร นั่งไปหลับไป พอไปถึงกลางทางเค้าก็ไล่เราลงเฉยเลย บอกว่าถึงปลายทางแล้ว ทั้งๆที่มันยังไม่ถึง ถามไปถามมาได้ความว่าถ้าเธอจะไปที่นั่นเนี่ย ต้องไปนั่งตู้ 1-4 นู่น อะไรทำนองนี้ ตอนขึ้นก็เอะใจแล้วนะคะว่า บนตู้เค้าเขียนชื่อสถานีเป็นอีกที่นึง (ปกติ เค้าจะมีชื่อสถานีปลายทางติดไว้ทุกๆตู้รถไฟ) แต่ดูจากป้ายบอกรายละเอียดแล้วก็ไม่ผิดชานชะลาแน่ ก็เลยขึ้นไปนั่งเพราะตู้นั้นมีที่นั่งว่าง พอดี หน้าแตกไปเลยค่ะ
 
ที่ชานชาลา


นอกเหนือไปจากความสับสนเรื่องการขึ้นรถไฟแล้ว ก็จะมีระบบอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องศึกษากันมาดีๆก่อน อย่างเช่นเรื่องของตั๋วรถไฟ รถไฟในโตเกียวอาจจะแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ ประเภทแรกคือรถไฟธรรมดาที่วิ่งบนดิน ที่พวกเรามักเรียกกันว่า JR (โดยบริษัท JR ที่ดำเนินการรถไฟชินกังเซ็นนั่นแหละค่ะ) นอกจากรถไฟของ JR แล้วก็ยังมีรถไฟของบริษัทเอกชนอื่น ๆ อีกหลายบริษัท ประเภทที่สองคือรถไฟใต้ดิน (ซึ่งมักจะโผล่มาวิ่งบนดิน ) รถไฟใต้ดินก็มีหลายบริษัทดำเนินงานเช่นกัน สองระบบนี้ปกติจะใช้ตั๋วแยกกัน อย่างเช่นนั่งใต้ดินมาถึงสถานีหนึ่ง จะเปลี่ยนเป็นสาย JR ก็จะต้องออกจากโฮม (ชานชาลา) ของสายใต้ดิน แล้วก็ซื้อตั๋วใหม่เพื่อเข้าไปโฮมของ JR อะไรทำนองนี้ แรกๆ ก็งงดีค่ะ แต่การซื้อตั๋วหรือการปรับราคาตั๋วก็สะดวกมากเพราะมีการ์ดแบบ 'pre-paid' มากมายหลายแบบมาอำนวยความสะดวก ไม่ต้องไปรอคิวเพื่อจะกดตู้ซื้อตั๋ว แต่เนื่องจากมีการ์ดหลายแบบ ก็ต้องใช้กันให้ถูกที่ถูกทางด้วยอีกล่ะค่ะ

สำหรับมารยาทบนรถไฟ ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ เค้าจะมีที่นั่งเรียกว่าชิรุบ้าชีทโตะ (silver seat ออกเสียงแบบญี่ปุ่นไงคะ) สำหรับคนชรา คนป่วย หรือคนพิการ ถ้ามันว่างก็นั่งได้ แต่ถ้าเจ้าของที่เค้ามาก็ต้องลุกค่ะ นอกจากนี้ก็มีกฏว่าอย่าใช้โทรศัพท์มือถือบนรถไฟ โดยเค้าให้เหตุผลว่าจะรบกวนผู้โดยสารคนอื่น มีเพื่อนเคยเล่าว่าเป็นเพราะเหตุที่ว่า คลื่นโทรศัพท์มันแรงมาก และจะไปรบกวนเครื่องมืออะไรซักอย่างเกี่ยวกับระบบการ เต้นของหัวใจของผู้โดยสารบางคน นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่เท่าที่สังเกต คนญี่ปุ่นผู้ชายจะไม่ลุกให้ผู้หญิงนั่ง (ไม่ใจดีเหมือนคนไทยหรอกค่ะ) แต่ถ้าคนไทย ไปด้วยกันก็ยังใจดีเหมือนเดิม


เห็นทีจะน่าเบื่อแล้วสำหรับรายละเอียดเรื่องรถไฟ เอาเรื่องการโกงตั๋วรถไฟกันดีกว่าค่ะ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เฉพาะพวกเรานักเรียนไทยที่ทำนะคะ (ไม่ทราบเฉพาะมหาลัยนี้ ด้วยรึเปล่า) บางทีก็เห็นเพื่อนญี่ปุ่นเค้าทำเหมือนกัน แต่ถ้าโดนจับได้ล่ะก็โดนปรับกัน มโหฬารเลยล่ะค่ะ ต้องระวัง แต่ทางที่ดีไม่ทำดีกว่านะคะ การโกงแบบแรกก็คือ เมื่อก่อนที่มหาลัยเค้าจะไม่อนุญาติให้นักเรียนที่เป็นเค็งคิวเซ ( ทำวิจัย หรือเรียนภาษาอย่างเดียว) ทำตั๋วเดือนเอง ถ้าเราต้องจ่ายค่าตั๋วรถไฟทุกวัน ราคาจะแพงกว่าตั๋วเดือนเยอะมากหลายเท่า พวกเราก็เลยแอบโกงโดยการขอให้รุ่นพี่ที่เป็นนักศึกษาตัวจริง และไม่มีความจำเป็นต้องทำตั๋วเดือนอย่างเช่น บ้านอยู่ใกล้มหาลัยไม่ต้องนั่งรถไฟ ให้เค้าทำให้และใช้ชื่อเค้า แค่นี้ เราก็ได้ตั๋วเดือนแล้วล่ะค่ะ อันที่จริง การขอทำตั๋วเดือนจะต้องระบุว่าเป็นจากบ้านมาถึงมหาลัยในเส้นทางที่เหมาะสม หรือ ระหว่างแคมปัสต่างๆของมหาลัยเท่านั้น แต่เนื่องจากมหาลัยเรามีสองแคมปัส และหอพัก หรือบ้านที่พวกเราเช่ากันอยู่ก็ตั้งอยู่ระหว่างสองแคมปัสนี้ พวกเราก็เลยทำตั๋วเดือนระหว่าง แคมปัสไงล่ะคะ ตั๋วเดือนก็จะมีแบบหนึ่งเดือน สามเดือน หรือหกเดือน แบบหลายเดือน ถ้าเทียบแล้วก็จะถูกกว่านิดหน่อย แต่ถ้าทำหายก็ไม่คุ้มหรอกค่ะ อันที่จริงก็ไม่เรียกว่าโกง หรอกใช่มั๊ยคะ แค่เหมือนกับการยืมตั๋วชาวบ้านเค้ามาใช้เฉยๆ  

ตั๋วธรรมดา



ตั๋วเดือน
  การโกงแบบที่สอง อันนี้เสี่ยงเพิ่มอีกนิด การที่เรามีตั๋วเดือน เราสามารถเข้าออกสถานี ใดๆระหว่างบ้านกับมหาลัยกี่ครั้งก็ได้ แต่ถ้าเรามาจากที่อื่นนอกเส้นทาง เราจะต้องซื้อตั๋ว จากต้นทางจนถึงจุดที่อยู่ในเส้นทางในตั๋วเดือน และระยะทางที่เหลือก็ถือว่าเราใช้ตั๋วเดือน ในการเดินทาง เราก็โกงโดยการที่เราซื้อตั๋วราคาขั้นต่ำสุดมาจากต้นทาง (ไม่ต้องซื้อ ตามราคาจริงจากต้นทางถึงจุดที่อยู่ในเส้นทางในตั๋วเดือน) จากนั้นพอถึงบ้านก็ใช้ตั๋วเดือน ที่มีอยู่ออกจากสถานี ก็เหมือนกับเราได้ส่วนลดในระยะทางช่วงหนึ่งไงคะ เมื่อก่อน เครื่องตรวจตั๋วจะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเราเข้ามาในระบบโดยใช้ตั๋วอะไร จึงอนุญาตให้ออกจากระบบโดยใช้ตั๋วเดือนได้ แต่เดี๋ยวนี้เครื่องใหม่ๆสามารถเช็คได้แล้วค่ะ ทำไม่ได้แล้ว ตอนนี้ก็เลิกทำไปแล้ว กลับตัวกลับใจสังคมยังให้อภัยใช้มั๊ยคะ เห็นเค้าว่าบริษัทรถไฟใต้ดิน ขาดทุนจากตรงส่วนนี้เยอะทีเดียวล่ะค่ะ


อ่านแล้วก็อย่าเพิ่งหวาดหวั่นกลัวว่าจะสับสนกับการขึ้นรถไฟในญี่ปุ่นนะคะ ขึ้นไปเรื่อย ๆ หลงบ้างซักหน่อย ก็ค่อย ๆ เรียนรู้ไปเองนั่นแหล่ะค่ะ ส่วนเรื่องการโกงค่ารถไฟนั้น ทางที่ดีก็อย่าทำเลยดีกว่าค่ะ ถูกจับได้ล่ะก็ไม่คุ้มแน่ ๆ
สำหรับตอนหน้า เราไปดูบรรยากาศงานออกร้านในมหาวิทยาลัยของพีจังกันดีกว่าค่ะ

ตอนที่ 4 : ออกร้านงานโรงเรียน


Copyright©2000 Lighthouse Info Service Co, Ltd. All rights reserved.